ตัวเคลื่อนไหว

JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW

วันอังคารที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เทศกาลปามะเขือเทศ


เทศกาลปามะเขือเทศ
สถานที่: บูโนล ประเทศสเปน
ช่วงเวลา: วันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคมสเปน
อาจเรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งงานปาร์ตี้ของโลก เทศกาลปามะเขือเทศจัดขึ้นทุกวันพุธสุดท้ายของเดือนสิงหาคม ในบูโนลเมืองบาเลนเซีย เทศกาลนี้มีสืบทอดต่อกันมาเป็นระยะเวลากว่า 60 ปีแล้ว เป็นเทศกาลต่อสู้ด้วยอาหารที่ใหญ่ที่สุดในโลก จัดขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นักบุญประจำเมืองและกินระยะเวลา 1 สัปดาห์ ภายในงานจะมีพลุ ขบวนพาเหรด และการแข่งขันทำอาหาร แต่อะไรก็ไม่ได้รับความสนใจเท่าการปามะเขือเทศ รถบรรทุกมะเขือเทศราว 140 ตันจะขับเข้ามาจอดในเมืองในตอนเช้า เมื่อพลุสัญญาณดังขึ้นก็ได้เวลาสำหรับการศึกปามะเขือเทศ หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง พลุจะถูกยิงขึ้นฟ้าอีกครั้งเพื่อเป็นสัญญาณการยุติสงครามมะเขือเทศ และรถบรรทุกน้ำก็จะเข้ามาทำความสะอาด ผู้เข้าร่วมงานควรสวมแว่นตาและถุงมือ และจำกฎหลักไว้ให้มั่น นั่นคือ บีบมะเขือเทศให้เละก่อนปา

พิพิธภัณฑ์คาปิโตลิเน


พิพิธภัณฑ์คาปิโตลิเน (ภาษาอิตาลี: Musei Capitolini; ภาษาอังกฤษ: Capitoline Museums) เป็นกลุ่มพิพิธภัณฑ์ศิลปะและโบราณคดีที่ตั้งอยู่ที่เนเปิลส์ในประเทศอิตาลี “พิพิธภัณฑ์คาปิโตลิเน” ตั้งอยู่ในพาลัซโซสามพาลัซโซรอบจตุรัสที่ผังที่ออกแบบโดยไมเคิล แอนเจโล ในปี ค.ศ. 1536 และสร้างต่อมาอีก 400 ปี ประวัติของพิพิธภัณฑ์เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปาซิกส์ตุสที่ 4 อุทิศงานสะสมบรอนซ์ให้แก่ประชาชนชาวโรมและตั้งอยู่บนเนินคาปิโตลิเน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมางานสะสมก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ที่รวมทั้งประติมากรรมโรมันโบราณ, ศิลปะจากยุคกลางและยุคเรอเนซองต์, งานสะสมอัญมณี, เหรียญ และอื่นๆ ปัจจุบันพิพิธภัณฑ์เป็นของและบริหารโดยรัฐบาลโรม

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

Y2K

Y2K คืออะไร
คำตอบสั้นๆคือคำย่อของ Year 2000 ซึ่งหมายถึงปี ค.ศ. 2000 โดย Y ย่อมาจากคำว่า Year K เป็นหน่วยในการวัดค่าต่างๆ ในระบบเมตริก มีค่าเท่ากับ 1000 2K จึงมีค่า 2x1000 เท่ากับ 2000 ดังนั้น Y2K ก็คือ Year 2000 นั่นเอง ปัญหา Y2K คืออะไรกันแน่ ปัญหา Y2K คือปัญหาซึ่งจะเกิดขึ้นกับระบบคอมพิวเตอร์และเครื่องมือทุกชนิดที่มี ส่วนควบคุมเป็น Micro Chip ซึ่งมีการทำงานต่างๆขึ้นกับวันและเวลาในตัว Micro Chip ที่เราเรียกว่า Real Time Clock (RTC) หากอุปกรณ์ใดก็ตามที่ไม่ได้ใช้วันและเวลาในตัว Micro Chip ในการทำงานหรือใช้เฉพาะเวลาเพียงอย่างเดียวจะไม่ได้รับผลกระทบจาก ปัญหา Y2K เลย ปัญหา ค.ศ. 2000 นอกจากจะเรียกว่า Y2K Bug แล้วยังมีชื่ออื่นอีก เช่น Millennium Bug เป็นต้น


ต้นเหตุของปัญหา Y2K

1. การเก็บข้อมูลปี ค.ศ. เฉพาะแค่ 2 หลักท้ายแทนที่จะเก็บเต็ม 4 หลัก โดยถือว่า 2 หลักหน้าคือ 19 เสมอ เช่น 1998 จะเก็บแค่เพียง 98 ดังนั้นข้อมูล ในระบบจึงมีค่าอยู่ในช่วงระหว่างปี ค.ศ. 1900-1999 เท่านั้น เมื่อถึงปี ค.ศ. 2000 คอมพิวเตอร์ยังคงถือว่า 2 หลักหน้าคือ 19 อยู่เหมือนเดิม เมื่อป้อนปีเป็น 00 ซึ่งหมายถึงปี ค.ศ. 2000 คอมพิวเตอร์ยังคงตีความว่าเป็นปี ค.ศ. 1900 เหมือนเดิม คังนั้นการคำนวณเกี่ยวกับระยะเวลา เช่น การคำนวณอายุ การคำนวณระยะเวลา การชำระหนี้และการเรียงลำดับข้อมูลจึงผิดพลาดหมด ตัวอย่าง การคำนวณอายุคนเกิดปี ค.ศ. 1960

การคำนวณอายุที่ผิดพลาด
ค.ศ. 1998 อายุ 1998 -1960 = 38 ปี หรือ อายุ 98 - 60 = 38 ปี
ค.ศ. 1999 อายุ 1999 -1960 = 39 ปี หรือ อายุ 99 - 60 = 39 ปี
ค.ศ. 2000 อายุ 1900 -1960 = -60 ปี หรือ อายุ 00 - 60 = -60 ปี

การคำนวณอายุที่ถูกต้อง
ค.ศ. 1998 อายุ 1998 -1960 = 38 ปี
ค.ศ. 1999 อายุ 1999 -1960 = 39 ปี
ค.ศ. 2000 อายุ 2000 -1960 = 40 ปี

2. การคำนวณปีอธิกสุรทิน (Leap Year) ไม่ถูกต้องทำให้เดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2000 มีเพียง 28 วันเท่านั้น ทำให้การคำนวณหาวันที่ในปี (Day of Year) หลังเดือนกุมภาพันธ์ผิดพลาดหมด กฎในการคำนวณ Leap Year ที่ถูกต้องคือ

1. ปีที่หารด้วย 4 ลงตัวจะเป็นปีอธิกสุรทิน
2. ปีที่หารด้วย 100 ลงตัวจะไม่เป็นปีอธิกสุรทิน
3. ปีที่หารด้วย 400 ลงตัวจะเป็นปีอธิกสุรทิน

หากสลับกฏข้อ 2 และกฎข้อ 3 จะทำให้การคำนวณปีอธิกสุรทินของ ปีค.ศ. 2000 ผิดพลาด ดังนั้นการคำนวณจะต้องทำให้ถูกต้องตามลำดับ Psodo Code การคำนวณปีอธิกสุรทิน (Leap Year Calculation)
if (year mod 4 == 0) and ((year mod 100 != 0) or (year mod 400 == 0))

{ use 29 for days in February } else { use 28 for days in February }

3. การใส่เลขซึ่งมีความหมายพิเศษ (Magic Number) ไว้ในโปรแกรม เช่นใส่ วันหมดอายุไว้เป็น 9/9/99 ทำให้โปรแกรมหมดอายุเมื่อถึงวันที่ 9 กันยายน 1999 เป็นต้น

4. การแทนวันและเวลาโดยการนับจากเวลาอ้างอิงในอดีต เช่น ระบบหาตำแหน่งด้วยดาวเทียม Global Posisioning System (GPS) จะใช้ตัวเลขขนาด 10 บิต(Bits) แทนค่าเวลาเป็นสัปดาห์ (Week) นับตั้งแต่เดือนมกราคม 1980 เป็นต้นมา ซึ่งจะแทนค่าได้ 1024 สัปดาห์ (Week) และจะ Roll Over ในวันที่ 21 สิงหาคม 1999 ระบบ Unix เก็บวันและเวลาโดยการแทนค่าวินาทีนับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 1970 ด้วยตัวเลขขนาด 32 บิต ซึ่งจะ Roll Over ในปี 2038 เป็นต้น

5. เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer - PC) ไม่น้อยกว่า 85 % ไม่สามารถ Roll Over จาก 1999-12-31 (31 ธ.ค. 1999) ไปเป็น 2000-01-01 (1 มกราคม 2000) ได้ โดยเครื่องจะตั้งวันที่กลับไปยังวันที่ ตัว BIOS ของเครื่องถูกสร้างขึ้นมา เช่น เป็น 1980-01-04 (4 มกราคม 1980) ในเครื่องรุ่นเก่าหรือ 1994-01-04 (4 มกราคม 1994) ในเครื่องรุ่นใหม่หลัง ปี 1995 เป็นต้นมา

6. วันในตัว Real Time Clock (RTC) ในอุปกรณ์ที่มี Micro Chip ควบคุม (Embedded System) ทุกชนิด จะกลับไปตั้งต้นที่ 1900-01-01 (1 มกราคม 1900) การคำนวณค่าต่างๆที่เกี่ยวข้องกับวัน เช่น วันในสัปดาห์ (Day of Week) สัปดาห์ในปี (Week of Year) และปีอธิกสุรทิน (Leap Year) จะคลาดเคลื่อนหมด เนื่องจาก 1900-01-01 (1 มกราคม 1900) ตรงกับวันจันทร์ แต่ 2000-01-01 (1 มกราคม 2000) ตรงกับวันเสาร์ และปี 2000 เป็นปีอธิกสุรทิน (Leap Year) แต่ปี 1900 ไม่ใช่ปีอธิกสุรทิน (Leap Year)

วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

"โฮเทลเดอกลาส"


"โฮเทลเดอกลาส" ในควิเบ็ก ประเทศแคนาดา แฟนเอเอสทีวีคงคุ้นเคยกับโรงแรมประเภทนี้มาบ้างแล้ว โรงแรมนี้เป็นโรงแรมน้ำแข็งที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้านสเตแคทเธอรีน เดอลาฌาคส์ ห่างจากเมืองควิเบ็ก 35 กิโลเมตร มีห้องพัก 34 ห้องเปิดบริการในช่วงเวลาอันหนาวเหน็บจาก 4 มกราคม-4 เมษายน ปีหน้า(2010)

วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันตรุษจีน

ความรู้เกี่ยวกับ "วันตรุษจีน"
นับเป็นประเพณีนิยม ในวันตรุษจีน ที่เป็นวันขึ้นปีใหม่ของชนชาติจีนแผ่นดินใหญ่และพี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน นั่นแสดงว่าเป็นสัญญาณอันดีที่จะมีงานรื่นเริง การสวมใสเสื้อสีแดงสด อันเป็นสีที่เป็นศิริมงคลของพี่น้องชาวจีน อาจจะบอกดว่าเป็นวันครอบครัว ที่จะได้พบปะสังสรรค์ กินเลี้ยงอย่างมีความสุข ...อันเป็นวันที่เปี่ยมไปด้วยการให้ทาน การทำบุญทำกุศล หรือแม้กระทั่งที่วัดจีนประชาสโมสร ก็มีการจัดกิจกรรมสวดมนต์ทำทานในวันขึ้นปีใหม่ นำมาซึ่งความปิติ-มีความสุขเปี่ยมล้น มีผลทำให้มีกำลังใจในการต่อสู้ชีวิต ทำงาน-ค้าขายให้เจริญรุ่งเรืองต่อไป...
ประวัติวันตรุษจีน หรือปีใหม่จีน
ประวัติของวันขึ้นปีใหม่ของจีนมีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในวัฒนธรรมอื่นๆ ความปรารถนาสิ่งที่เราหวังว่าจะได้ปรับปรุง หรือที่เราคิดทำเมื่อเริ่มต้นในปีใหม่ มาถึงตอนนี้ ถ้าไม่ถูกลืมก็ถูกยัดลงกล่องใส่ตู้ปิดตายและแปะหน้าตู้ว่าไม่แน่ เอาไว้ทำปีหน้าแล้วกันอย่างไรก็ดี ความหวังก็คงยังไม่สูญไปทั้งหมดเพราะโอกาสที่สองกำลังมาถึงแล้ว กับการฉลองวันปีใหม่จีนหรือที่เรารู้จักกันว่า ตรุษจีนในวันที่ 1 กุมภาพันธ์นี้ นั้นเอง
ตรุษจีนนั้นคล้ายคลึงกับวันปีใหม่ในประเทศทางตะวันตก ร่องรอยของประเพณี และพิธีกรรมความเป็นมาของการฉลองตรุษจีน นั้นมีมานานกว่าศตวรรษ จริงๆแล้วนานมาก จนไม่สามารถย้อนกลับไปดูว่าเริ่มต้นฉลองมาตั้งแต่เมื่อไร เป็นที่รู้จักและจำได้ทั่วไปว่าเป็น การฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ และการฉลองเป็นเวลานานถึง 15 วัน การเตรียมงานฉลองส่วนใหญ่จะเริ่มหนึ่งเดือนก่อนวันตรุษจีน (คล้ายกับวัน คริสต์มาสของประเทศตะวันตก) เมื่อผู้คนเริ่มซื้อของขวัญ, สิ่งต่างๆ เพื่อประดับบ้านเรือน, อาหารและเสื้อผ้า การทำความสะอาดครั้งใหญ่ก็เริ่มขึ้นในวันก่อนตรุษจีน บ้านเรือนจะถูก ทำความสะอาดตั้งแต่บนลงล่างหน้าบ้านยันท้ายบ้าน ซึ่งหมายถึงการกวาดเอาโชคร้าย ออกไป ประตูหน้าต่างมีการขัดสีฉวีวรรณทาสีใหม่ซึ่งสีแดงเป็นสีนิยม ประตูหน้าต่างจะถูก ประดับประดาด้วยกระดาษที่มีคำอวยพรอย่างเช่น อยู่ดีมีสุข ร่ำรวย และอายุยืนเป็นต้น

วันก่อนวันตรุษจีนนั้นเป็นวันแห่งการการรอคอยจะว่าไปถือวันที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ในบรรดาการฉลองทั้งหมดเห็นจะได้ ประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ นั้นผูกไว้กับทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ อาหาร ไปจนถึงเสื้อผ้า อาหารค่ำนั้นประกอบด้วยอาหารทะเล และอาหารนึ่งเช่นขนมจีบ ซึ่งแต่ละอย่างจะมีความหมายต่างๆกัน อาหารอันโอชะอย่างเช่นกุ้งจะหมายถึงชีวิตที่รุ่งเรือง และความสุข เป๋าฮื้อแห้งหมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่ดี สลัดปลาสดจะนำมาซึ่งโชคดี จี้ไช่ (ผมเทวดา) สาร่ายดูคล้ายผมแต่กินได้จะนำความความร่ำรวยมาให้ และขนมต้ม (Jiaozi) หมายถึงบรรพชนอวยพร และเป็นธรรมดาเสื้อผ้าที่ใส่สีแดงถือเป็นสีที่เป็นมงคลเป็นการไล่ปีศาจร้ายให้ออกไป และการใส่สีดำหรือขาวเป็นสิ่งต้องห้าม ซึ่งสีเหล่านี้ถือว่าเป็นสีแห่งการไว้ทุกข์ หลังจากอาหารค่ำทุกคนในครอบครัวนั่งกันจนเช้าเพื่อรอวันใหม่โดยการเล่นเกม เล่นไพ่ หรือดูรายการทีวีที่เกี่ยวกับวันตรุษจีน และในวันนี้จะต้องไม่โกรธ ริษยา หรือ ไม่พอใจ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีสำหรับปีที่กำลังจะมาถึง
เมื่อถึงวันตรุษจีน ประเพณีตั้งแต่โบราณมาเรียกว่า อังเปา ซึ่งหมายถึง กระเป๋าแดง เป็นการที่คู่แต่งงานให้เงินเด็กๆ และผู้ใหญ่ที่ยังไม่ได้แต่งงานในซองสีแดง หลังจากนั้นทุกคน ในครอบครัว ต่าง ออกมาเพื่อกล่าวสวัสดีปีใหม่ เริ่มจากญาติๆ แล้วต่อด้วยเพื่อนบ้าน ซึ่งคงคล้ายกับการที่ชาวตะวันตกพูดว่า"Let bygones be bygones" (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป) ในวันตรุษนี้ อารมณ์โมโหโกรธาจะถูกลืม และไม่สนใจ การฉลองวันตรุษจีนสิ้นสุดลงในงานโคมไฟ ซึ่งฉลองโดยการร้องเพลง เต้นรำ และงานแสดงโคมไฟ ถึงแม้ว่าการฉลองวันตรุษจีน จะมีแตกต่างกันออกไปแต่สิ่งที่เหมือนกัน คือ การอวยพร ความสงบ และความสุขให้กับคนในครอบครัวและเพื่อนทุกคน
อาหารไหว้เจ้า
ในวันฉลองตรุษจีนอาหารจะถูกรับประทานมากกว่าวันไหนๆในปี อาหารชนิดต่างๆที่ปฏิบัติกันจนเป็นประเพณี จะถูกจัดเตรียมเพื่อญาติพี่น้องและเพื่อนฝูง รวมไปถึงคนรู้จักที่ได้เสียไปแล้ว ในวันตรุษครอบครัวชาวจีนจะทานผักที่เรียกว่า ไช่ ถึงแม้ผักชนิดต่างๆที่นำมาปรุง จะเป็นเพียงรากหรือผักที่มีลักษณะเป็นเส้นใยหลายคนก็เชื่อว่าผักต่างๆมีความหมายที่เป็น มงคลในตัวของมัน
เม็ดบัว - มีความหมายถึง การมีลูกหลานที่เป็นชาย
เกาลัด - มีความหมายถึง เงิน
สาหร่ายดำ - คำของมันออกเสียงคล้าย ความร่ำรวย
เต้าหู้หมักที่ทำจากถั่วแห้ง - คำของมันออกเสียงคล้าย เต็มไปด้วยความร่ำรวย และ ความสุข
หน่อไม้ - คำของมันออกเสียงคล้าย คำอวยพรให้ทุกอย่างเต็มไปด้วยความสุข เต้าหู้ที่ทำจากถั่วสดนั้นจะไม่นำมารวมกับอาหารในวันนี้เนื่องจากสีขาวซึ่งเป็นสีแห่งโชคร้าย สำหรับปีใหม่และหมายถึงการไว้ทุกข์

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

เมือง เมลเบิร์น





เมืองเมลเบิร์น เป็นเมืองที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับเมืองซิดนีย์ คือมีพื้นที่เพียง 6,100 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น แต่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น และมีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมา เรียกว่าเป็นอันดับสองรองลงมาจากซิดนีย์เลยก็ว่าได้ เป็นเมืองที่มีเสน่ห์มัดใจนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเมืองนี้ได้รับการขนานนามว่า เป็น “ Garden City “ มองไปทางไหนก็เห็นสีเขียว ๆ ของต้นไม้เต็มไปหมด และมีสวนสาธารณะอยู่หลายแห่ง ในตอนเช้าเราจะเห็นผู้คนออกมาวิ่งจ๊อกกิ้งออกกำลังกายอยู่ตามสวนสาธารณะ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เมืองนี้มีอากาศดี สดชื่นแจ่มใส ไร้มลพิษ อีกทั้งเมืองนี้ตั้งอยู่บริเวณปากแม่น้ำยาร์ร่า จึงทำให้มีทิวทัศน์สวยงาม มองแล้วสบายตา





ในอดีตเมืองเมลเบิร์น เคยมีฐานะเป็นเมืองหลวงเก่าของออสเตรเลียมาก่อน ตั้งแต่ปี ค.ศ.1901 – 1927 แต่หากจะย้อนประวัติศาสตร์ไปก่อนหน้านั้น ก็เริ่มตั้งแต่สมัยก่อนที่ชาวยุโรปที่อพยพมาตั้งรกรากอยู่ในออสเตรเลีย ส่วนใหญ่จะมาอาศัยอยู่ในเมืองซิดนีย์ ต่อมามีชาย 2 คน คือ นาย John Batman และ นาย John Folkner เห็นว่าเมืองซิดนีย์เริ่มหนาแน่นแออัดมากขึ้น ก็เลยชักชวนกันเดินทางลงมาทางใต้ เพื่อมาหาถิ่นที่อยู่ใหม่ เดินทางลงมาเรื่อย ๆ ก็มาพบแม่น้ำยาร์ร่า จึงถูกอกถูกใจกับพื้นที่บริเวณนี้ เนื่องจากมีแม่น้ำไหลผ่าน ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีความอุดมสมบูรณ์ จึงได้จับจองบริเวณโดยรอบเป็นการใหญ่ แล้วตั้งชื่อเมืองว่า Port Phillip ตามชื่อของอ่าว เพราะแม่น้ำยาร์ร่านั้นไหลลงสู่อ่าว Port Phillip แล้วจากนั้นก็มีผู้คนมาจับจองปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่เพิ่มมากขึ้น จนขยายกลายเป็นเมืองใหญ่ ต่อมาก็ถึงยุคสมัยที่ Lord Melbourne มารับตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีของอังกฤษ ท่านได้ให้การสนับสนุนช่วยเหลือคนในเมืองนี้หลาย ๆ ด้าน ดังนั้นจึงเปลี่ยนชื่อเมืองจาก Port Phillip มาเป็น เมืองเมลเบิร์น ในปี ค.ศ. 1842





การเดินทางท่องเที่ยวในตัวเมืองนั้น สะดวกสบายมีให้เลือกหลายทาง ทั้งรถไฟ รถโดยสารประจำทาง (Bus) ซึ่งวิ่งรับส่งผู้โดยสารทั้งแบบรอบกลางวันและรอบกลางคืน ที่เรียกว่า Night Rider Bus วิ่งรับส่งตั้งแต่หลังเที่ยงคืนถึงตีสี่ เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนรถราง (City Tram Circle) วิ่งรอบตัวเมืองชั้นใน รถออกทุก 10 นาที จากถนน Flinders วิ่งรอบหนึ่งใช้เวลาประมาณ 30-40 นาที หรือจะนั่งรถ Melbourne City Explorer จัดไว้สำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ ซื้อตั๋วครั้งเดียวเที่ยวได้ตลอดวัน







วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

10 วิธีเด็ดสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง

10 วิธีเด็ดสร้างความมั่นใจให้ตัวเอง
1. เริ่มจาก ขจัดทัศนคติที่ไม่ดีเกี่ยวกับตัวเองออกไปซะก่อน เช่น โอ๊ย...ทำไมชั้นถึงอ้วนแบบนี้เนี่ย หรือ ทำไมเราไม่เก่งเหมือนเพื่อนคนอื่น สามารถแก้ไขได้โดย ลองหาเหตุผลที่ทำให้ความคิดเหล่านั้นดูไม่น่าเชื่อถือ หรือดูไม่เป็นความจริง

2.จงอย่าเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงาน เรื่องเรียน หรือทักษะต่างๆ เพราะขาดหน้าตาคนเรายังเกิดมาไม่เหมือนกันเลย ทักษะ ความคิด สติปัญญา ก็คงจะยากที่จะเหมือนกัน ทำสิ่งที่คิดว่าทำแล้วดีที่สุดก็จงทำเลย อย่าลังเล3

3 .ลองพูดคุยถึงเรื่องเพื่อนๆหรือเรื่องความรักให้คนอื่นฟัง ฝึกฝนไปเรื่อยๆทุกๆวัน แบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ต้องกลัวว่าไม่มีคนสนใจจะฟังเรื่องของเรา แค่คิดว่า เราเพียงต้องการแก้ไขปัญหาจากรากคือความไม่กล้าแสดงออก จงหัดที่จะแสดงออกออกมาบ้าง ไม่ช้ามันก็จะค่อยๆดีขึ้นเอง แล้วประสบการณ์จะสอนให้เรารู้ว่า เวลาไหนควรพูดเรื่องอะไร
4. จำไว้ว่าไม่มีใครเหมาะสมหรือดีพร้อมไปซะทุกอย่าง แม้แต่คนที่มั่นใจมากที่สุดเชื่อเถอะว่าต้องมีบางสถานการณ์ในชีวิตที่รู้สึกลังเล แต่จำไว้อย่างหนึ่งว่า คนที่เคยมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมก็สามารถขาดความมั่นใจเอาได้ง่ายๆ คนที่ไม่มีความมั่นใจก็สามารถกลับมาเป้นคนที่มีความมั่นใจได้อีกครั้งเหมือนกัน
5 .ระบุความสามารถของเรา ในด้านที่คิดว่าเด่นกว่าคนอื่นๆ หรือลองพยายามที่จะค้นพบ สิ่งที่คุณเป็นหนึ่งในด้านใดด้านหนึ่ง หรืออาจเน้นที่พรสวรรค์ที่เรามีอยู่แล้ว จงเรียนรู้ที่ จะนำความภาคภูมิใจในตัวเองออกมา ให้เครดิตตัวเองเพื่อความสำเร็จ คุมสติอารมณ์ ทำในสิ่งที่เราสนใจ ศิลปะ ดนตรี หรือ เขียนเพื่อ แสดงออกถึงความเป็นตัวเอง คนเราทุกคนเกิดมาพร้อมกับความสามารถเฉพาะที่แตกต่างกันออกไป เราสามารถค้นหาความสามารถเหล่านั่นไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
6 .ขอบคุณสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว แม้ว่าบางครั้งมันอาจจะไม่มั่นคง และ ความไม่แน่นอนในตนเอง หรือมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ลองคิดทบทวนความต้องการทางอารมณ์, โชค หรือ เงิน. โดยที่ยอมรับ สิ่งที่คุณมีอยู่สามารถต้องต่อสู้กับความรู้สึกของตัวเองได้ เช่น ความไม่เพอร์เฟก และ ไม่สบอารมณ์หรือไม่พอใจ ต้องมีจิตใจสงบมากกว่าทรัพย์สินทางโลก เพียงแค่เราสามารถควบคุมตัวเองได้ นั่นก็หมายความว่าคุณจะเหนือกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวแล้ว
7 .หัดมองโลกในแง่บอกเข้าไว้ แม้ว่าบางครั้งเราอาจจะขัดใจหรือเข้าใจผิดกับคนอื่นแต่ให้เห็นอกเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ รักคนอื่นเหมือนรักตัวเอง และ พูดในแง่บวกเกี่ยวกับความก้าวหน้าในอนาคตของเราและเมื่อทำเช่นนี้สภาพ จิตใจของเราจะสามารถมองแง่บวกได้ไม่ยาก
8. การยอมรับการคอมเม้นของคนอื่นก็เป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เราปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ลองใช้หัวใจและสมองของเราคิดให้ดีๆว่าสิ่งที่เค้าคอมเม้นเรานั้นเป็นสิ่งที่ถูกหรือไม่ เพราะบางทีเราก็ไม่รู้ตัว อย่าลืมกล่าวคำ"ขอบคุณ"คนที่วิจารณ์เรา และยิ้มอย่างภาคภูมิใจว่า อย่างน้อยเราก็เป็นคนที่มีคนสนใจ9 .มองผ่านในกระจก และยิ้มให้กับตัวเองดูเพราะว่าตามทฤษฎีแล้วหน้าของเราเป็นสิ่งแรกที่จะแสดงอกว่าเรามีความมั่นใจในตัวเองแค่ไหน ทุกๆครั้งที่สีหน้าเราแสดงออกมันเป็นเหมือนข้อความที่ส่งมาจากสมอง และหากเราฝึกยิ้มอย่างมั่นใจบ่อยๆอาจช่วยให้ความมั่นใจในหัวสมองเราเพิ่มมากขึ้น กระจกสามารถช่วยเพิ่มทักษะในการสื่อสารของเราได้ ลองทำดูซิ
10 .แกล้งทำเป็นว่าเรามั่นใจในตัวเองบ่อยๆ ทำให้คนอื่นที่มองมารู้สึกว่า คุณเป็นคนมั่นใจ แล้วตัวเราเองก็จะเชื่อมั่นในตัวเองได้

ผู้ติดตาม