ตัวเคลื่อนไหว

JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW

วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Frederic Chopin คีตกวีคนสำคัญของยุคโรแมนติก


โชแปงเกิดเมื่อวันที่ 1 มีนาคม ค.ศ.1810 ที่ประเทศโปแลนด์ ท่านเริ่มแสดงอัจฉริยะภาพทางดนตรีตั้งตั้งแต่เยาว์วัยโดยเฉพาะเปียโน และเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่นท่านได้เข้าศึกษาด้านดนตรีที่วิทยาลัยการดนตรีกรุงวอร์ซอ (Warsaw Conservatory) ที่บ้านเกิด เมื่อสำเร็จการศึกษาฝีมือและชื่อเสียงของท่านได้แพร่หลายไปทั่วประเทศแล้วในฐานะนักเปียโนฝีมือเยี่ยม และนักประพันธ์ที่มีผลงานเป็นที่ยอมรับ

โชแปงก็เช่นเดียวกับศิลปินอีกหลายคนในยุคโรแมนติค ที่มีความรู้สึกรุนแรงในประเทศชาติอันเป็นที่รักของตน ในสมัยนั้นประเทศใหญ่ในยุโรปหลายประเทศพยายามรุกรานเพื่อแผ่ขยายอาณาเขตไปยังประเทศเล็กที่อ่อนแอกว่า เช่น จักรวรรดิรัสเซียได้รุกรานและครองอำนาจอธิปไตยเหนือประเทศโปแลนด์ ยังความปวดร้าวสู่จิตใจประชาชนในประเทศเล็กๆ เป็นอย่างยิ่ง ประชาชนโดยเฉพาะชนชั้นปัญญาชนของประเทศที่ตกเป็นเมืองขึ้น ต่างก็จับกลุ่มดำเนินการกู้ชาติอย่างลับๆ โชแปงก็เป็นปัญญาชนหนึ่งในนั้นที่เข้าร่วมขบวนการใต้ดินต่อต้านจักรวรรดิรัสเซียเพื่อกอบกู้ชาติให้เป็นเอกราช ทำให้โชแปงตกเป็นหนึ่งในบุคคลที่ทางการรัสเซียหมายหัวเอาไว้ จนกระทั่งต้องลี้ภัยทางการเมืองไปอยู่ประเทศฝรั่งเศสเมื่ออายุประมาณ 21 ปี ที่ฝรั่งเศสโชแปงได้พบปะและเป็นเพื่อนกับศิลปินชั้นนำในวงการหลายคน ซึ่งเป็นผู้ชักชวนและเบิกทางให้โชแปงเข้าสู่วงการดนตรีเช่นฟรานซ์ ลิสต์ (Franz List : 1811-1886) นักเปียโนเอกชาวฮังกาเรียนผู้มีฝีมืออัศจรรย์ไม่ด้อยไปกว่ากัน ลิสต์ได้รู้จักนับถือและสนิทสนมกับโชแปง และเป็นบุคคลสำคัญที่ชักนำโชแปงเข้าสู่วงการศิลปะและวงสังคมชั้นสูงของปารีส

ต่อมาท่านได้รู้จักกับนักเขียนสตรีชาวฝรั่งเศสผู้มีชื่อเสียงในวงการวรรณกรรมยุโรป เธอเป็นสตรีจากสังคมชั้นสูงของฝรั่งเศส เป็นเศรษฐีนีม่ายลูกติด และเป็นสตรีที่มีบุคลิกภาพเข้มแข็งรุนแรงเช่นศิลปินยุคโรแมนติคทั้งหลาย เธอมีอิทธิพลอย่างสูงต่อโชแปง เพราะโชแปงนั้นอ่อนแอทั้งร่างกายและอ่อนไหวทางอารมณ์ อย่างไรก็ตามด้วยแรงบันดาลใจจากสตรีผู้นี้ทำให้โชแปงประพันธ์บทเพลงสำหรับเปียโนที่อ่อนหวาน ไพเราะงดงามเข้มข้นและลึกซึ้งออกมามากมาย เธอเป็นที่รู้จักกันดีด้วยนามแฝงที่ใช้ในการประพันธ์ว่าจอร์จ ซองด์ (George Sand 1804-1876) ช่วงบั้นปลายชีวิตโชแปงได้เลิกรากับซองด์ สุขภาพของโชแปงเองก็เริ่มถดถอยลงเรื่อยๆ ทั้งฐานะทางการเงินก็ไม่ดีนัก และหลังจากใช้ชีวิตเป็นอิสระออกเล่นคอนเสิร์ตและแต่งเพลงขายสำนักพิมพ์อยู่ไม่นาน โชแปงก็ถึงแก่กรรมที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ค.ศ.1849 รวมอายุได้เพียง 39 ปี ทิ้งความทรงจำในฐานะนักเปียโนเอกคนสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก และบทเพลงที่ไพเราะมากมายนับร้อย ๆ บทไว้เป็นมรดกแก่โลกดนตรีตราบจนทุกวันนี้ โชแปงได้ประพันธ์เพลงเกี่ยวกับความรู้สึกชาตินิยมไว้หลายบทเช่น Polonaise in A - Flat Major op. 53 เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่และสดุดีความกล้าหาญ เป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้เพื่อปกป้องมาตุภูมิ

ว่ากันว่าสมัยที่ Arthur Rubinstienนักเปียโนเอกของยุคที่ถึงแก่กรรมไปแล้ว ได้บรรเลงบทเพลงที่โชแปงได้ประพันธ์ไว้ ผู้ฟังทั้งหลายต่างพากันกล่าวขวัญอย่างชื่นชมจนรู้สึกว่าน่าจะใกล้เคียงกับฝีมือของโชแปง แต่ไม่เคยมีใครสงสัยว่าโชแปงจะเล่นได้ดีเท่ารูบินสไตน์หรือเปล่า เพราะฝีมือของโชแปงได้กลายเป็นตำนานของวงการดนตรีไปแล้ว จนมีคนกล่าวว่าฝีมือของโชแปงน่าจะใกล้เคียงพระเจ้ามากที่สุด

บีโธเฟน (Ludwig Van Beethoven)


ประวัติความเป็นมา

ลุดวิก แวน บีโธเฟน (Ludwig Van Beethoven) อยู่ด้วย ความยิ่งใหญ่ของเขาไม่ได้ปรากฏอยู่ที่ผลงานการประพันธ์เพลงเท่านั้น แต่ประวัติชีวิตของคนที่ไม่ยอมแพ้แก่โชคชะตาของเขานั้นยิ่งใหญ่และเป็นที่เล่าขานไม่แพ้ผลงานเพลงอันเป็นอมตะเลยทีเดียว

เหมือนกับคีตกวีที่ยิ่งใหญ่หลายคนที่มีเบื้องหลังชีวิตที่ขมขื่น บีโธเฟน เกิดที่กรุงบอนน์ (อดีตเมืองหลวงประเทศเยอรมนีตะวันตก) เมื่อปลายปี ค.ศ.1770 เป็นบุตรของนักร้องประจำราชสำนักแห่งกรุงบอนน์ นามว่า โยฮานน์ (Johann) มารดานาม Maria Magdalena ชีวิตในวัยเด็กของบีโธเฟน นั้นแสนขมขื่น ท่ามกลางความอัตคัด ขัดสนของครอบครัว พ่อนักร้องขี้เมา พยายามปั้นบีโธเฟนให้เป็น "โมสาร์ท สอง" โดยหวังจะให้ทำเงินหาเลี้ยงครอบครัว (บีโธเฟนเกิดหลังโมสาร์ท 15 ปี) พ่อสอนดนตรีบีโธเฟนน้อยวัย 4-5 ขวบ ด้วยการบังคับให้ฝึกหัดบทเรียนเปียโนที่ยาก ซึ่งถ้าเล่นไม่ได้ก็ทำโทษ เป็นที่คาดเดาในภายหลังว่า ที่บีโธเฟนยังรักดนตรีอยู่ได้ก็เพราะภาพลักษณ์ของคุณปู่ซึ่งเป็นนักร้องประจำราชสำนักที่ประสบความสำเร็จ

โยฮานน์พยายามโปรโมตบีโธเฟนน้อย (อายุ 8 ขวบ) ให้เป็นเด็กนักเปียโนมหัศจรรย์อายุ 6 ขวบ แต่ผู้คนไม่ได้ให้ความสนใจนัก พอแผนการไม่ประสบผล โยฮานน์จึงเปลี่ยนจุดหมายให้บีโธเฟนเป็นนักดนตรีอาชีพให้เร็วที่สุด โดยจัดหาคนมาสอนดนตรีเพิ่มเติม อายุ ได้ 11 ขวบได้เข้าทำงานเป็นนักออร์แกน ผู้ช่วยประจำราชสำนัก อัจฉริยภาพของ บีโธเฟนน้อยได้ฉายแววให้เห็น ขณะที่บีโธเฟนทำงานเป็นนักดนตรีประจำราชสำนัก ก็ได้พยายามศึกษาเล่าเรียนดนตรีไปจนมีความสามารถด้านการประพันธ์เพลง ขณะเดียวกันก็พยายามศึกษาหาความรู้และพัฒนาความคิดอ่าน จากพื้นฐานความรู้เพียง ป.4 (Grade 4) ที่ได้เรียนมา เพื่อให้สามารถเข้าสังคมกับปัญญาชนและผู้มีอันจะกิน และเพื่อความก้าวหน้าในอนาคต พออายุได้ 17 ปี ได้รับการสนับสนุนจากผู้หลักผู้ใหญ่และ เพื่อนผู้มีอันจะกิน ให้มีโอกาสไปเยือนกรุงเวียนนาเป็นครั้งแรก มีคำบอกเล่าว่า บีโธเฟนได้แสดงฝีมือด้านเปียโนสดให้โมสาร์ทฟัง จนโมสาร์ทบอกกับคนรอบข้างให้จับตาดูคนนี้ไว้ และว่า วันหนึ่งเขา จะสร้างผลงานให้คนทั้งโลกกล่าวถึง บีโธเฟนอยู่ที่เวียนนาได้ไม่ถึง 2 อาทิตย์ก็ต้องรีบเดินทางกลับกรุงบอนน์เพราะได้รับข่าวว่าแม่ป่วยหนัก หลังจากที่แม่สิ้นชีวิตลง เขาต้องทำงานหนักเพื่อดูแลครอบครัว ซึ่งมีทั้งพ่อและน้องอีก 2 คน

ปี ค.ศ.1792 ระหว่างทางที่โยเซฟ ไฮเดน (Joseph Haydn) ปรมาจารย์ทางดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งยุค เดินทางกลับจากอังกฤษ ได้แวะเยี่ยมเยียนราชสำนักกรุงบอนน์ เป็นโอกาสที่บีโธเฟน ได้เข้าพบ และโชว์ผลงานการประพันธ์ดนตรี ไฮเดนทึ่งในความสามารถและเห็นแววอัจฉริยะของบีโธเฟน ได้เสนอให้ไปเรียนดนตรีที่กรุงเวียนนากับเขา ซึ่งแผนการนี้ก็เป็นจริงจากการสนับสนุนของหลายฝ่ายเมื่อปลายปี

สัมพันธภาพระหว่างอาจารย์และศิษย์ต่างวัยเป็นไปได้ไม่ดีนัก ด้วยศิษย์เป็นหนุ่มไฟแรงอารมณ์ร้อน หยิ่ง และดื้อรั้น ตัวบีโธเฟนเองก็ไม่พอใจการสอนของไฮเดน แต่ก็ยังเกรงใจอาจารย์ผู้อาวุโส เขาจึงแอบย่องไปเรียนกับนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงหลายคน โดยระหว่างนั้น บีโธเฟนเองก็มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะนักเปียโนที่มีความสามารถด้านเปียโนสดได้เก่งที่สุดแห่งยุค ต่อจากโมสาร์ท ซึ่งสิ้นชีวิตไปแล้ว ชื่อเสียงและความสามารถในการเล่นเปียโนของ บีโธเฟน ทำให้ฐานะทางการเงินดีขึ้น แต่ เขายังไม่ได้แสดงผลงานเพลงออกสู่สาธารณะ เพราะอยู่ระหว่างฝึกวิทยาศิลป์ หลังจากจบการศึกษาดนตรีกับอาจารย์ ไฮเดนและอื่นๆ ในปี 1795 เขาได้แสดงผลงานเพลงและเริ่มสร้างชื่อเสียงในฐานะนักประพันธ์ดนตรีอย่างเต็มตัว ผลงานเพลงยุคแรกของบีโธเฟน จะมีรูปแบบคล้ายคลึงกับดนตรีของไฮเดน และโมสาร์ท แต่ก็ยังแฝงความเป็นบีโธเฟนอยู่ด้วย และได้รับการยอมรับจากสาธารณชนอย่างรวดเร็ว

ผลงานช่วงนี้ของบีโธเฟนที่น่าสนใจ ได้แก่ เปียโนทรีโอ 1 เปียโนโซนาตา 2 เปียโนโซนาตา 7 เปียโนโซนาตา 13 (Pathetique) เป็นต้น

บีโธเฟนเป็นคนที่มีความทะเยอ ทะยานสูง หยิ่ง เจ้าอารมณ์ และรักเสรี ภาพเป็นชีวิตจิตใจ สาเหตุอาจมาจากความเก็บกดจากสภาพแวดล้อมในวัยเด็ก และบีโธเฟนมีชีวิตอยู่ในช่วงเดียวกับนโปเลียน เชื่อว่าเขาได้รับอิทธิพลจากเรื่องราวของนโปเลียนเป็นอย่างมาก เขามีแนวความคิดเป็นนักปฏิวัติทั้งในด้านดนตรีและความคิดทางสังคม เขามักได้รับการตำหนิจากปรมาจารย์อาวุโส ว่า แต่งเพลงแหกกฎเกณฑ์ทางดนตรีและออกนอกรีตนอกรอย บีโธเฟนไม่ฟังคำตำหนิเหล่านั้น ยังคงพัฒนาดนตรีไปตามแนวทางของตนอย่างเอาจริงเอาจัง โดยมีความใฝ่ฝันจะสร้างผลงานดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์พึงสร้างได้ สิ่งที่บีโธเฟนกำลังทำอยู่คือการสอดแทรก ความรู้สึกนึกคิดและอารมณ์ของตนลงในดนตรี ซึ่งถือเป็นสิ่งผิดวิสัยในยุคนั้น (ที่เรียกว่า Classical period) ดนตรีขั้นสูงคือรูปแบบทางศิลปที่สมบูรณ์ สูงส่ง และอยู่เหนือความเป็นมนุษย์ แต่สิ่งที่บีโธเฟนกำลังทำอยู่นั้นกลับเป็นการพลิกโฉมหน้าของโลกศิลปการดนตรี และทำให้นักวิชาการด้านดนตรี ต้องตั้งชื่อยุคของดนตรีขึ้นใหม่ ที่เรียกว่า ยุคโรแมนติก (Romantic Period)

การปฏิบัติตัวในสังคม บีโธเฟน ปฏิเสธการเป็นนักดนตรีในฐานะคนรับใช้ ของผู้มีอันจะกิน ทุกครั้งที่เขารับจ้างไปแสดงดนตรีในสถานที่ส่วนตัว เขาจะต้องได้รับการปฏิบัติดังเช่นแขกผู้ได้รับเชิญ ได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเจ้าบ้าน ค่าจ้าง คือ สิ่งตอบแทนด้วยมิตรภาพ เขาจะแสดงความไม่พอใจออกมาอย่างไม่เกรงใจ ถ้าไม่ได้รับการปฏิบัติต่อเขาอย่างเหมาะสม

บีโธเฟนประสบความสำเร็จในด้านการงานได้ไม่นาน เคราะห์กรรมก็กลับมาเยี่ยมเยือน เขาได้รับของขวัญส่งท้ายศตวรรษเก่าเข้าสู่ศตวรรษใหม่เป็นอาการหูหนวก เป็นเคราะห์กรรมที่น่าเกลียดยิ่ง สำหรับนักดนตรีที่กำลังฉายแววความยิ่งใหญ่

หลังจากที่บีโธเฟนตระหนักว่า อาการหูหนวกของเขาไม่สามารถจะรักษาได้และมีอาการรุนแรงจนถึงหนวกสนิท วันที่ 6 ตุลาคม ปี ค.ศ.1802 เขาได้เขียนจดหมายกึ่งลาตายกึ่งพินัยกรรม ถึงน้องชายทั้งสองของเขา แต่อีก 4 วันต่อมาก็เขียนอีกฉบับมีใจความล้มเลิกความคิด บีโธเฟนค่อยๆ รักษาแผลในใจ ที่เกิดจากเคราะห์กรรมที่ได้เผชิญ จนจิตใจเขาแข็งแกร่งกว่าที่เคย ดนตรีของเขาในช่วงนั้นจึงแสดงถึงเรื่องราวของฮีโร่ ความรู้สึกต่อชัยชนะ ธรรมชนะอธรรม และความยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ ซึ่งก็ตรงกับชีวิตจริงของเขาที่แต่งเพลงสู้กับหูหนวก และยังได้ผลงานที่ยอดเยี่ยมฝากไว้ให้ชาวโลกสมความตั้งใจ

ผลงานที่น่าสนใจในช่วงนี้ได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข 3 (Eroica) ซึ่งเดิม บีโธเฟนคิดจะอุทิศให้นโปเลียน แต่ภายหลังได้เปลี่ยนใจ เพราะผิดหวังที่นโปเลียนมีความทะเยอทะยานเกินขอบเขต ซิมโฟนีหมายเลข5 ยอดนิยมตลอดกาล ซิมโฟนีหมายเลข 6 (Pastorale) ไวโอลิน คอนแซร์โต ในบันไดเสียง ดีเมเจอร์ และเปียโนคอนแซร์โต หมายเลข 5 (Emperor) เป็นต้น

แม้บีโธเฟนจะประสบความสำเร็จ ด้านดนตรีอย่างสูงสุด แต่ในเรื่องความรักเขานั้นห่างไกลนัก อกหักซ้ำซากเป็นเรื่องปกติ ด้วยความไม่คงเส้นคงวาเรื่องอารมณ์ เอาใจยาก และเข้าใจยาก ทำให้ สาวๆ ไม่กล้าเข้ามาใช้ชีวิตร่วมด้วย ถึงแม้ชีวิตจริงดูจะห่างจากความรักที่เป็นรูปธรรม แต่เขากลับได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งดนตรีโรแมนติก ท่านสามารถพิสูจน์ได้ ด้วยการฟังเพลง Piano Sonata หมายเลข 14 27 No.2 ("Moonlight") ท่อนช้า (Adagio Sostenuto) และเพลงเปียโนยอดนิยมตลอดกาล Fur Elise เป็นต้น

ช่วงบั้นปลายของชีวิต พร้อมกับอาการหูหนวกสนิท เขากลายเป็นคนแก่อารมณ์ร้าย มีปัญหาทะเลาะเบาะแว้งกับ คนรอบข้างรวมทั้งน้องชายของเขาเอง ช่วงเวลานี้เขาผลิตผลงานออกมาไม่มากแต่ถือเป็นผลงานที่สำคัญยิ่ง เป็นดนตรีที่พัฒนาไปสู่จุดสูงสุดของความเป็นบีโธเฟนเต็มไปด้วยพลังความยิ่งใหญ่ ความซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง เป็นดนตรี ที่ดังกระหึ่มอยู่ในตัวตนโดยปราศจากเสียงรบกวนใดๆ จากภายนอก ดนตรีใน ช่วงสุดท้ายของบีโธเฟน ที่สำคัญก็ได้แก่ ซิมโฟนีหมายเลข 9 ("Choral Symphony") เพลงสรรเสริญพระเจ้า Solemn Mass in D และ String Quartet หมายเลขท้ายๆ (127, 130-133, 135) เป็นต้น

ปิดฉากชีวิตคีตกวีที่ยิ่งใหญ่ในวันที่ 26 มีนาคม ค.ศ.1827 ที่กรุงเวียนนาด้วยโรคตับ ซึ่งป่วยยืดเยื้อมาระยะหนึ่ง พิธีศพที่จัดขึ้นให้แก่เขานั้นยิ่งใหญ่ มีผู้คนร่วมงานนับหมื่นคน แม้ร่างกายเขาได้จากโลกนี้ไปแล้วกว่า 170 ปี แต่ผู้คนบนโลกในยุคสมัยต่อมาก็ยังคงเคารพ และยกย่องมิรู้ลืม เขายังคงเป็นสัญลักษณ์คีตกวีของโลกตลอดกาล และผลงานเพลงอันไพเราะที่เขาได้สรรค์สร้างไว้ก็ยังคงอยู่คู่โลกไปอีกนานเท่านาน ลุดวิก แวน บีโธเฟน

วันพฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Robbie Williams


ชื่อจริง โรเบิร์ต พีเตอร์ แมกซ์มิลเลียน วิลเลียมส์
วันเกิด 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2517
แหล่งกำเนิด สโต๊ค-ออน-เทร็นท์ ประเทศอังกฤษ
แนวเพลง ป๊อบ , ป๊อบร็อค , แด๊นซ์
อาชีพ นักร้ีอง
ปี ค.ศ. 1990 - ปัจจุบัน
ค่ายเพลง chrysalis , EMI


ประวัติ

ร็อบบี้ เกิดในครอบครัวคาทอลิกใน นิวคาสเซิล-อันเดอร์-ไลม์ (Newcastle-under-Lyme) โตใน สโต๊ค-ออน-เทร็นท์ ประเทศอังกฤษ (Stoke-On-Trent) เมื่อร็อบบี้มีอายุ 3 ปี บิดามารดาของเขาได้หย่าร้างกัน และเขาจึงอยู่กับมารดาและพี่สาว (ต่างบิดา) ของเขา ร็อบบี้ได้เข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายที่ชื่อว่า “ เซ็นท มาร์การ์เร็ท วอร์ด (St. Margaret Ward) แต่สอบไม่ผ่าน จึงออกมาทำงานเป็นพนักงานขาย

จากนั้นร็อบบี้ได้เข้าสมัครคัดเลือกและเข้าเป็นสมาชิกในวง “ เทค แดท” (Take That) ในขณะมีอายุ 16 ปี เทค แดทเป็นวงบอยแบนด์ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยมีเพลงอันดับ 1 ถึง 10 เพลง (7 เพลงขณะร็อบบี้อยู่ในวง) แต่ในภายหลัง ร็อบบี้ก็ออกจากวงในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2538

ร็อบบี้ วิลเลียมส์ ออกซิงเกิ้ลแรก Freedom เพลงเก่าของ จอร์จ ไมเคิล โดยในอัลบั้มแรกของเขาที่ชื่อว่า “ ไลฟ ธรู อะ เลนซ” (Life Thru A Lens) กับค่ายคริสสะลิส เร็คคอร์ดส (Chrysalis Records) ตามมาด้วยเพลง "Old Before I Die" (#2) , "Lazy Days" (#8) และ "South Of The Border" (#14) จนกระทั่งซิงเกิ้ลที่ชื่อว่า Angels ได้ปล่อยออกมาในช่วงเทศกาลคริสต์มาส เป็นการเน้นความดังของร็อบบี้ เพลงนี้อยู่ในชาร์ทนานกว่า 27 สัปดาห์ และขายได้ถึง 868,000 แผ่น

อัลบั้มที่สองเขาในปี พ.ศ. 2541 ที่ชื่อว่า I've Been Expecting You เปิดตัวด้วยเพลง Millennium เป็นเพลงอันดับ 1 เพลงแรกในอังกฤษของร็อบบี้ และซิงเกิ้ลฮิตหลายเพลง เช่น เพลง Strong และเพลง No Regrets

The Ego Has Landed เป็นอัลบั้มที่ออกวางขายเฉพาะในอเมริกา เป็นการรวมเพลงจาก "Life Thru A Lens" และ "I've Been Expecting You" เข้าด้วยกัน

พ.ศ. 2543 อัลบั้มที่ชื่อว่า "Sing When You're Winning" ปล่อยเพลงฮิตRock DJ ที่ขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษ ต่อด้วยเพลง "Kids" ร้องคู่กับ ไคลี มิโนค(#2) , "Supreme" (#4) , "Let Love Be Your Energy" (#10) และ "Eternity / The Road To Mandalay" (#1) อัลบั้มขายได้ 2,182,000 แผ่น

อัลบั้มถัดมา "Swing When You're Winning" เป็นอัลบั้มคัฟเวอร์เพลงแนว Pop-standard มีเพลงอันดับ 1 อย่าง "Somethin' Stupid} โดยร้องร่วมกับนิโคล คิดแมน (Nicole Kidman) นักแสดงชาวออสเตรเลียน

ในปี พ.ศ. 2545 ร็อบบี้ ได้เซ็นสัญญาฉบับใหม่กับอี เอ็ม ไอ (EMI) ซึงมีมูลค่าประมาณหกพันล้านบาท เขาได้หยุดทำงานร่วมกับคู่หูซึ่งแต่งเพลงให้แก่เขามาเป็นระยะเวลานานที่ชื่อ “ กาย เชมเบอร์ซ” (Guy Chambers) อย่างไรก็ตาม พวกเขาได้กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งหนึ่งในหกเดือนต่อมา เพื่อทำงานเพลงร่วมกันในอัลบั้มถัดมาที่ชื่อว่า "Escapology" ซึ่งออกมาในช่วงปลายปี พ.ศ. 2545 ซิงเกิ้ลแรกในอัลบั้มนี้ซึ่งก็คือ เพลง "Feel"

ในปี พ.ศ. 2546 ร็อบบี้ได้เล่นคอนเสิร์ต ที่ Knebworth ประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 3 คืน โดยมีจำนวนผู้ชมรวมทั้งสิ้น มากกว่า 375,500 คน ซึ้งเป็นจำนวนที่มากที่สุดในการแสดง คอนเสิร์ต ในปี 2003 นอกจากการแสดงสดแล้ว ยังมีอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่ใช้ชื่อว่า "Live at Knebworth" และ DVD บันทึกการแสดงสดที่ใช้ชื่อว่า "What We Did Last Summer"

ในปี พ.ศ. 2547 ได้ออกอัลบั้มรวมเพลง "Greatest Hits" มีเพลงอย่าง "Radio" ที่ทำงานร่วมกับ “ สตีเฟ่น ดัฟฟี่” ( Stephen Duffy) ซิงเกิ้ลอีกเพลงหนึ่งที่ชื่อว่า "Misunderstood" ได้กลายเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง “ บริดเจ็ท โจนซ ไดอารี่ ตอน ดิ เอ็น ออฟ รีซืน” (Bridget Jones Diary : The Edge of Reason)

ตุลาคม พ.ศ. 2548 ได้ออกอัลบั้มที่ 9 "Intensive Care" อัลบั้มขึ้นอันดับ 1 ในอังกฤษขายได้มากกว่า 7 ล้านชุดทั่วโลก ปล่อยซิงเกิ้ลแรก "Tripping" ขึ้นสูงสุดอันดับ 2 ต่อด้วย "Advertising Space" และ "Sin Sin Sin" ซิงเกิ้ลถัดมา "Rudebox" จากอัลบั้มที่ 10 ขึ้นชาร์ทซิงเกิ้ลอันดับ 4 อัลบั้มนี้ ร่วมงานกับ Pet Shop Boys ,William Orbit ผู้ฝากฝีมือโปรดิวซ์ไว้ให้กับมาดอนน่า ไปจนกระทั่ง Soul Mekanik (โซล เมคานิค) ผู้ร่วมแต่งเพลง ‘Rock DJ’ และไอคอนของวงการดิสโกเฮาส์อย่าง Joey Negro (โจอี้ นีโกร) และ Mark Ronson (มาร์ก รอนสัน)

วันอังคารที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ประเทศฮอนคูรัส


ฮอนดูรัส (อังกฤษ: Honduras) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐฮอนดูรัส (อังกฤษ: Republic of Honduras) เป็นประเทศหนึ่งในภูมิภาคอเมริกากลาง (ละตินอเมริกา) ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกันดังนี้คือ ทิศตะวันตกติดต่อกับกัวเตมาลา ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดต่อกับเอลซัลวาดอร์ ทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดต่อกับนิการากัว ทิศใต้จรดมหาสมุทรแปซิฟิก ทิศเหนือจรดอ่าวฮอนดูรัสและทะเลแคริบเบียน และอยู่ห่างจากเบลีซ 75 กิโลเมตร (50 ไมล์) ตามชายฝั่งอ่าวฮอนดูรัส


การแบ่งเขตปกครอง

- จังหวัด อัตลันตีดา - จังหวัด อินตีบูกา
- จังหวัด โชลูเตกา - จังหวัด เบย์ไอแลนส์
- จังหวัด โกลอง - จังหวัด ลาปาซ
- จังหวัด โกมายากวา - จังหวัด เลมปิรา
- จังหวัด โกปัง - จังหวัด โอโกเตเปเก
- จังหวัด กอร์เตส - จังหวัด โอลันโช
- จังหวัด เอลปาราอีโซ - จังหวัด ซันตาบาร์บารา
- จังหวัด ฟรันซิสโกโมราซัง - จังหวัด วาเย
- จังหวัด กราเซียสอาดีโอส - จังหวัด โยโร


ภูมิศาสตร์




ประเทศฮอนดูรัสมีพื้นที่ 112,492 ตารางกิโลเมตร ทิศเหนือติดดับทะเลแคริบเบียนและอ่าวฮอนดูรัส ทิศตะวันตกมีพื้นที่ติดต่อกับประเทศกัวเตมาลา ทิศใต้ติดกับอ่าวฟอนเซกาและเป็นทางออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิก ทิศตะวันตกเฉียงใตัมีพื้นที่ติดกับประเทศเอลซัลวาดอร์ และทิศตะวันออกเฉียงใต้ติดกับประเทศนิคารากัวโดยมีแม่น้ำโคโคกั้นแบ่งเขต ภูมิอากาศเป็นแบบร้อน และมีอุณหภูมิพอเหมาะในเขตภูเขาสูง ทางตอนกลางและตอนใต้มีอุณหภูมิค่อนข้างร้อนและมีความชื้นน้อยกว่าทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือ ทรัพยากรทางธรรมชาติที่สำคัญได้แก่ การทำไม้แปรรูป ทองคำ เงิน ทองแดง ตะกั่ว สังกะสีเหล็ก ถ่านหิน และการทำประมง


ประชากร

ประมาณ 90% ของประชากรฮอนดูรัสเป็นพวกเมสติโซ (ลูกผสมระหว่างเชื้อสายสเปนกับอินเดียนแดง) และยังมีชนกลุ่มน้อยที่เป็นชาวยุโรป,แอฟริกัน,เอเซียน,อาหรับ,และอินเดียนแดงชนเผ่าพื้นเมือง ชาวฮอนดูรัสส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ เป็นพวกโรมันคาทอลิก แต่พวกเลื่อมใสลัทธิโปรเตสแตนท์ได้ส่งอิทธิพลอย่างมากให้ประชากรบางส่วนเปลี่ยนศาสนา ภาษาสเปนเป็นภาษาหลักที่ใช้สื่อสาร มีบางส่วนเช่นทางตอนชายฝั่งตอนเหนือของประเทศและในหมู่เกาะเบย์แถบทะเลแคริบเบียนที่สื่อสารเป็นภาษาอังกฤษ มีชนกลุ่มน้อยบางส่วนที่ใช้ภาษาเผ่าพื้นเมืองและภาษาการิฟูน่า (ภาษาท้องถิ่น)


วัฒนธรรม

ประเทศฮอนดูรัสมีวัฒนธรรมที่หลากหลาย เป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองในทวีปอเมริกากลาง (รองจากประเทศนิคารากัว) มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันถึง 4 ส่วน,ได้แก่ที่เป็นที่ราบสูงในส่วนด้านในของประเทศ,ทางชายฝั่งของทะเลแถบแคริบเบียน,ทางชายฝั่งทะเลที่มียุงอยู่เบาบาง, และพื้นที่ลุ่มใกล้อ่าวฟอนเซก้า ในชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิคของประเทศฮอนดูรัส ประเทศฮอนดูรัสยังมีหมู่เกาะที่อยู่นอกชายฝั่งของประเทศเรียกว่าหมู่เกาะเบย์ (สเปน:อิสลาส เดอ ลา บาเฮีย) ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากส่วนอื่นๆของประเทศทั้งหมด วันที่ 15 กันยายน เป็นวันหยุดราชการของประเทศ เพื่อระลึกถึงการประกาศอิสรภาพจากสเปน ในวันนี้จะมีการเฉลิมฉลองกันทั่วประเทศ นักเรียนจากทุกโรงเรียนจะเดินขบวนไปรอบๆเมืองและหมู่บ้าน มีการดีดสีตีกลอง และร้องรำทำเพลงด้วย

วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day)


4 กรกฎาคม พ.ศ. 2319 วันชาติสหรัฐอเมริกา (Independence Day) โดยอาณานิคมของสหราชอาณาจักร 13 แห่งในดินแดนอเมริกาได้ออก "คำประกาศเอกราชจากสหราชอาณาจักร" (Declaration of Independence) ต่ออังกฤษ ก่อให้เกิดประเทศใหม่ชื่อว่า "สหรัฐอเมริกา" (United State of America) ขึ้น ผู้ร่างคำประกาศดังกล่าวคือโธมัส เจฟเฟอร์สัน (Thomas Jefferson) ซึ่งต่อมาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของประเทศ คำประกาศดังกล่าวได้กลายเป็นพื้นฐานระบอบประชาธิปไตยของประเทศนี้ ดินแดนแถบนี้ได้มีชาวอเมริกันพื้นเมือง หรือ "อินเดียนแดง" (Indian) อพยพมาจากทวีปเอเชียเมื่อกว่า 25,000 ปีมาแล้ว จากนั้น นักสำรวจชาวสเปนได้เดินเรือมาสำรวจทางภาคใต้และตะวันตกเมื่อต้นศตวรรษที่ 16 ในปี 2150 ชาวอังกฤษกลุ่มแรกได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่เมือง เจมส์ทาวน์ (Jamestown) จากนั้นชาวยุโรปกลุ่มอื่น ๆ ได้อพยพตามเข้ามาพร้อมกับนำทาสผิวดำจากแอฟริกาเข้ามาด้วย แล้วขยายออกไปทางด้านตะวันตกอย่างรวดเร็ว โดยการขับไล่ชาวอินเดียนแดงให้ถอยร่นออกไป หลังจากประกาศอิสรภาพแล้วก็ได้เกิด สงครามกลางเมือง(American Civil War) ขึ้นในปี 2319-2326 ระหว่างรัฐฝ่ายใต้ทั้ง 13 รัฐที่ต้องการเอกราช กับ 21 รัฐฝ่ายเหนือที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ หลังจากชัยชนะของฝ่ายใต้ อังกฤษจึงยอมรับประเทศใหม่นี้ จากนั้นสหรัฐอเมริกาก็แผ่ขยายอาณาเขตของตนเองจนมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงกว่า 4 เท่าตัว ประกาศรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 17 กันยายน 2330 ซึ่งยังคงใช้มาจนปัจจุบัน เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นประเทศมหาอำนาจที่มีอำนาจทางการเงินและการทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ปัจจุบัน ประเทศสหรัฐอเมริกามีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก รองจากรัสเซีย แคนาดา และจีน เมืองหลวงคือวอชิงตัน, ดี.ซี. (Warshing, D.C.) มีพื้นที่ทั้งหมด 9,631,418 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยมลรัฐ (State) 50 มลรัฐ แต่ละรัฐจะรับผิดชอบในการออกกฎหมายของตนเอง ปกครองในรูปแบบ สหพันธรัฐ (Federal Republic) ปกครองในระบอบประชาธิปไตยเสรี โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขและเป็นหัวหน้ารัฐบาล ภายใต้รัฐธรรมนูญ มีประชากรทั้งหมดประมาณ 300 ล้านคน (พ.ศ. 2550) ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการ หน่วยเงินตราดอลลาร์สหรัฐ (USD หรือ $ )

วันศุกร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2553

สาธารณรัฐแอฟริกาใต้


สาธารณรัฐแอฟริกาใต้

แอฟริกาใต้เป็นประเทศที่อยู่ทางตอนใต้ของทวีปแอฟริกา โดยมีเนื้อที่ทั้งสิ้น 1.2 ล้านตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 5 เท่าของประเทศอังกฤษและมีพื้นที่ดินติดชายฝั่งทะเลยาวประมาณ 2,798 กิโลเมตร โดยทิศเหนือติดกับสาธารณรัฐนามิเบีย สาธารณรัฐบอตสวานา และสาธารณรัฐซิมบับเว ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดกับสาธารณรัฐโมซัมบิก และราชอาณาจักรสวาซิแลนด์ ทิศตะวันตกติดมหาสมุทรแอตแลนติก ทิศใต้และทิศตะวันออกติดมหาสมุทรอินเดีย โดยมีเมืองพริทอเรียเป็นเมืองหลวง และเมืองโจฮันเนสเบิร์ก เป็นเมืองสำคัญทางธุรกิจการค้า การเงิน/การธนาคารของ

สาธารณรัฐ

แอฟริกาใต้


มีชาวพื้นเมืองผิวขาวได้แก่ ชาวแอฟริกัน ที่สืบเชื้อสายจากชาวดัตช์ ที่มาตั้งถิ่นฐานเป็นกลุ่มแรก ปัจจุบันมีทั้งชาวดัตช์ เยอรมัน ฝรั่งเศส อังกฤษ และชนเผ่าพื้นเมือง คือ ซูลู

ผู้ติดตาม