ตัวเคลื่อนไหว

JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW JIGSAW

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

Galaxy Tab เปลี่ยนชื่อเป็น Galaxy Pad


รายละเอียดของ Galaxy Pad

  • จอมัลติทัช TFT 7 นิ้ว ความละเอียด 1024x600 พิกเซล (เล็กกว่า iPad ที่มีหน้าจอ 9.7 นิ้ว 1024x768 พิกเซล)
  • ขนาดประมาณ 190x120x12 มิลลิเมตร หนัก 380 กรัม
  • โทรศัพท์ได้ด้วย! บนเครือข่าย GSM 850/900/1800/1900 พร้อมมี Speaker ในตัวและสามารถใช้หูฟัง Bluetooth ได้
  • หน่วยประมวลผล Cortex A8 1.0GHz, หน่วยประมวลผลกราฟฟิค PowerVR SGX540, RAM 512MB
  • มีให้เลือกทั้งความจุ 16GB และ 32GB ใส่ microSDHC เพิ่มได้อีก 32GB
  • กล้องทั้งด้านหน้า (1.3 ล้านพิกเซล) และด้านหลัง (3 ล้านพิกเซลพร้อมโฟกัสอัตโนมัติและแฟลช)
  • สนับสนุน 3G HSPA 900/1900/2100, WiFi 802.11 a/b/g/n, GPS, Bluetooth 3.0
  • มาพร้อม Android 2.2 และ Flash 10.1 ในเครื่องเลย
  • แบตเตอรี่ความจุ 4,000 mAh โฆษณาว่าเล่นหนังได้ต่อเนื่อง 7 ชั่วโมง

ตัวเครื่องพร้อมจำหน่ายในยุโรปช่วงกลางเดือนนี้ เรื่องราคานั้นไม่ได้เปิดเผยแต่คาดว่าจะขึ้นอยู่กับเครือข่าย สำหรับตลาดอื่น (คาดว่ารวมทั้งไทยด้วย) อาจจะต้องรอกันไปก่อน


วันเสาร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2553

iPad




iPad
หรือ ไอแพด คือคอมพิวเตอร์พกพาหน้าจอสัมผัสไร้คีย์บอร์ดล่าสุดที่ Apple ได้ทำการเปิดตัว สำหรับ ราคาของ iPad เริ่มที่ 499 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 17,000 บาท ส่วนกำหนดการการวางขาย iPad นอกประเทศอเมริกา คือเดือนมิถุนายน


Specification ของ iPad

  • หน้าจอสัมผัสขนาด 9.7 นิ้ว
  • ความหนาตัวเครื่อง 0.5 นิ้ว
  • หน่วยความจำภายในเครื่อง 3 ขนาดได้แก่ 16GB 32GB และ 64GB
  • ผู้ใช้สามารถเล่นอินเทอร์เน็ตผ่านเครือข่ายข้อมูลไร้สาย Wi-Fi สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมแบบไร้สายด้วยเทคโนโลยี Bluetooth
  • การันตีแบตเตอรี่ใช้งานต่อเนื่อง 10 ชั่วโมง
  • แถมสามารถเปิดเครื่องพร้อมใช้งานได้นาน 1 เดือนโดยไม่ต้องชาร์จไฟ

ราคาของ iPad

  • สำหรับ iPad รุ่นที่เป็น Wi-Fi อย่างเดียวจะจำหน่ายในราคา 499, 599 และ 699 เหรียญตามขนาดความจุ
  • แต่หากเป็น ipad รุ่นที่รองรับ 3G ด้วย จะมีราคา 629, 729 และ 829 เหรียญตามขนาดหน่วยความจำ

Feature หรือลูกเล่นใน iPad

  • สามารถท่องเว็บบน iPad ด้วยเบราว์เซอร์ Safari
  • พิมพ์อีเมลด้วยโปรแกรมคีย์บอร์ดบนหน้าจอ
  • ชมอัลบั้มรูปภาพด้วยการใช้นิ้วสัมผัสหน้าจอ
  • เข้าร้านจำหน่ายหนังสือออนไลน์ใหม่บนไอจูนส์ที่ใช้ชื่อร้านว่า ไอบุ๊กส์ (iBooks)
  • iPad มี Program ที่เอาไว้อ่านหนังสือคล้ายๆ kindle ของ Amazon ที่ให้ความรู้สึกเหมือนการอ่านจากหน้ากระดาษ
  • เอา iPad มา sync กับ OS ของ Apple และวินโดวส์ (Windows) ของไมโครซอฟท์ได้ โดย ipad จะมาพร้อมซอฟต์แวร์ปฏิทินงาน แผนที่ และไอจูนส์เพื่อให้ iPad เป็นเครื่องเล่นเพลงเหมือนไอพ็อต

วันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2553

ดอกไฮเดรนเยีย














ต่างประเทศมักรู้จักไฮเดรนเยียในชื่อของ ฮอร์เดนเชีย (Hortensia) ซึ่งเป็นพืชสกุลหนึ่งในวงศ์ Hydrangeaceae

ซึ่งประกอบไปด้วยพืชสกุลต่าง ๆ ถึง 80 สกุล ส่วนใหญ่พบใน จีน ญี่ปุ่น ทวีปอเมริกาพบตั้งแต่เม็กซิโกไปจนถึงอเมริกาใต

แต่บางสกุลอาจพบในออสเตรเลียนิวซีแลนด์(9สกุล)แอฟริกา(6สกุล)ยุโรปพบเพียงสกุลเดียว ไฮเดรนเยียมีจำนวนชนิดถึง80ชนิด

ต่ส่วนใหญ่ที่มนุษย์นำมาพัฒนาพันธุ์โดยสร้างลูกผสมออกมาหลายร้อยพันธุ์นั้นมีชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Hydrangea macrophylla


ชนิดและแหล่งกำเนิดไฮเดรนเยียที่น่าสนใจ (บางชนิด)

- ประเทศจีน (ภาคตะวันตกเฉียงใต้และเทือกเขาหิมาลัยใกล้ทิเบต)

Hydrangea anomala (เลื้อย), H. aspera, H. Bretschneideri, H. chungii, H. coacta, H. coenobralis, H. davidii, H. dumicola, H. gracilis, H. heteromalla, H. longipes, H. macrocarpa

- ประเทศญี่ปุ่น

Hydrangea hirta, H. involucrate, H. macrophylla, H. paniculata, H. scandens

- ประเทศอาเจนตินา (ภาคใต้)

Hydrangea serratifolia

- ไต้หวัน

Hydrangea kawakamii, H. involucrate

- ฟิลิปปินส์

Hydrangea scandens

ประวัติการนำเข้าสู่ประเทศไทย

คนไทยรู้จักไฮเดรนเยียมานานแล้วไม่แน่ว่าผู้ใดสั่งพันธุ์ไม้ชนิดนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยแต่สมัยใด

แต่พอจะอนุมานได้ว่าเข้ามาสู่ประเทศไทยในสมัยของสมเด็จพระปิยะมหาราชเนื่องจากพระองค์ทรงเสด็จประพาสสิงคโปร์และเกาะ

ชวาอินโดนีเซียรวมทั้งหลายประเทศในยุโรปซึ่งการเสด็จประพาสต่างประเทศเหล่านั้น พระองค์ได้ทรงนำพืชพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ

หลายชนิดเข้ามาปลูกในพระราชวังสวนดุสิตซึ่งไฮเดรนเยียก็น่าจะเข้ามาสู่ประเทศไทยสมัยนั้นเช่นกันแม้จะไม่ปรากฏหลักฐาน

ว่าบุคคลใดเป็นผู้นำเข้าคนแรกก็ตาม

พฤกษศาสตร์

ไฮเดรนเยีย(Hydrangea)เป็นไม้พุ่งสูง1-3เมตรจัดเป็นพืชหลายฤดูชอบอากาศหนาวเย็น บางชนิดเป็นไม้ยืนต้น

หรือไม้เลื้อยแต่ส่วนใหญ่มักเป็นไม้พุ่มเตี้ยใบเกิดแบบตรงข้ามแผ่นใบมีขนาดกว้างใหญ่ขอบใบจักช่อดอกเกิดส่วนปลายกิ่งหรือยอด

ลำต้นดอกประกอบด้วยใบประดับที่มีสีสวยงามแล้วแต่พันธุ์ ไฮเดรนเยียอาจผลัดใบหรือไม่ผลัดใบก็ได้แต่ถ้าเป็นชนิด

ที่อยู่ในเขตอบอุ่นจะผลัดใบพักตัวในฤดูหนาวดอกของไฮเดรนเยียเกิดที่ปลายยอดกิ่งหรือยอดลำต้น เป็นช่อดอกแบบช่อเชิง

หลั่นหรือช่อแยกแขนง(corymbsorpanicles) ช่อดอกประกอบด้วยดอกสองแบบคือกลุ่มดอกสมบูรณ์เพศซึ่งมีขนาดเล็ก

ที่อยู่บริเวณใจกลางช่อดอกใหญ่ ส่วนกลุ่มดอกที่มีขนาดดอกย่อยใหญ่สะดุดตานั้นความจริงเป็นดอกที่เกิดจากกลีบดอก

ประดับดูสะดุดตา เกิดเป็นวงรอบขอบนอกของช่อดอกใหญ่ไฮเดรนเยียบางชนิดมีช่อดอกซึ่งประกอบด้วยดอกย่อยสมบูรณ์เพศ

ทั้งช่อเลยก็มี ดอกไฮเดรนเยียส่วนใหญ่จะมีสีขาวเป็นหลัก แต่บางชนิด เช่น H. macrophylla อาจเป็นสีน้ำเงิน แดง

ชมพูหรือม่วง ซึ่งขึ้นอยู่กับระดับความเป็นกรดหรือด่างของเครื่องปลูก หากเครื่องปลูกมีสภาพเป็นกรด pH 5.0-5.5สีดอกจะออก

เป็นสีน้ำเงิน ถ้าสภาพเป็นด่างจะให้ดอกสีม่วงหรือชมพูถ้าปลูกในเครื่องปลูกที่สภาพเป็นกลางดอกไฮเดรนเยียจะมีสีครีมซีด

ทั้งนี้เพราะไฮเดรนเยียเป็นหนึ่งในบรรดาพืชไม่กี่ชนิดที่สะสมธาตุอะลูมินัม ธาตุนี้จะถูกปลดปล่อยออกมาจากเครื่องปลูก

ซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ธาตุนี้จะทำปฏิกิริยากับสารละลายในกลีบดอกทำให้เกิดสีน้ำเงินขึ้นได้ ปกติไฮเดรนเยียต้องการดินที่เป็นกรดอ่อน

pH 6.0-6.5 จะเติบโตได้ดี

การปลูกเลี้ยงเป็นการค้า

ไฮเดรนเยียจัดเป็นไม้ประดับที่ได้รับความนิยมมากชนิดหนึ่งของยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในประเทศไทยปลูกได้ดีเฉพาะในเขต

ที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น ความชื้นในอากาศสูง เช่น จ. เชียงราย จ. เชียงใหม่ (พื้นที่สูง 1,000 เมตรขึ้นไปจะให้ผลดีเป็นพิเศษ)

ภูเรือ เขาค้อ เป็นต้น ในประเทศฟิลิปปินส์ นิยมปลูกเป็นการค้า ในบริเวณพื้นที่ระดับสูงตั้งแต่ 1,800 เมตร เช่น ยอดเขา

ที่บาเกียว ซึ่งมีอากาศหนาวเย็นและชื้นจัด โดยปลูกเป็นไม้กระถางจำหน่ายในประเทศเป็นส่วนใหญ่ ไฮเดรนเยียที่ปลูกเป็นการค้าคือ

H. macrophylla ซึ่งมีกว่า 600 พันธุ์ ส่วนใหญ่พันธุ์ปลูกเหล่านี้เกิดและมีขนาดใหญ่มากขยายปลูกโดยการปักชำกิ่ง

การส่งเสริมปลูกไฮเดรนเยียเพื่อผลิตเป็นดอกไม้แห้ง มูลนิธิโครงการหลวง เริ่มต้นตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2536ศูนย์พัฒนา

โครงการหลวงขุนแปะ อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ ได้เริ่มนำพันธุ์ดอกไม้แห้งต่าง ๆมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อเป็นอาชีพ

เสริมรายได้โดยมีผู้เขียน(รศ.ม.ล. จารุพันธ์ ทองแถม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เป็นหัวหน้าโครงการผลิตภัณฑ์ไม้ประดับแห้ง)

ได้มีการนำดอกไม้แห้งหลายชนิดมาทำการส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะ

โดย นายพิษณุพันธ์ สินชัย เจ้าหน้าที่ฝ่ายไม้ดอกไม้ประดับได้นำเอาไฮเดรนเยียซึ่งมีปลูกประดับในสถานีมาทำการขยาย

พันธุ์ได้จำนวน 800 ต้นเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองทำการเพาะเลี้ยงในถุงดำประมาณ 1 ปี จึงได้นำไปส่งเสริมแก่เกษตรกรกะเหรี่ยง

และชาวเมืองเชียงใหม่ไฮเดรนเยียเป็นไม้ดอกที่มีอายุยืนยาวนานหลายปีหรือที่เรียกว่าเป็นพืชถาวร ในสภาพที่มีอากาศหนาวเย็นสูง

จากระดับน้ำทะเล1,000 เมตรขึ้นไปพบว่าไฮเดรนเยียสามารถออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน-ฤดูหนาว

คุณภาพดอกจะสวยงามมากแต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดีด้วย

พันธุ์ของไฮเดรนเยียในประเทศไทยมีอยู่หลายพันธุ์ ได้แก่

1. พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์เก่าแก่ที่นำเข้ามานาน จนปรับตัวให้เข้ากับอากาศร้อนได้ดี

2. Botstein พันธุ์ใหม่ นำเข้าโดยโครงการหลวง

3. Sister Therse

4. Oregon Pride

ไม่นานมานี้นักพืชสวนในอังกฤษประสบผลสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์ไฮเดรนเยียได้พันธุ์ใหม่ชื่อ‘Endless Summer’

ลูกผสมซึ่งคัดพันธุ์ได้นี้น่าจะเป็นพันธุ์แรกที่ให้ช่อแบบทรงกลม(mophead) ที่สามารถสร้างตาดอกขึ้นบนกิ่งที่มีอายุปีแรก

เท่านั้นและจะสร้างดอกขึ้นได้เลยภายในปีแรกทำให้ผู้ปลูกได้ชื่นชมกับดอกที่จะออกอย่างรวดเร็วผิดกับพันธุ์เก่าทั้งหลาย

ปัจจุบันมีเนอร์สเซอรี่ในสหรัฐอเมริกานำไปพัฒนาต่อโดยผลิตเป็นการค้าซึ่งไฮเดรนเยียพันธุ์ใหม่นี้หลังจากออกดอกไปแล้ว

และตัดแต่งกิ่งเก่าออก ก็จะแตกหน่อใหม่และออกดอกได้เลยในฤดูถัดไป ข้อดีอีกประการคือ ทนต่ออากาศหนาวเย็น ดอกของ

H. macrophylla ‘Endless Summer’ นี้มีสีชมพูหรือสีน้ำเงิน (ขึ้นอยู่กับระดับความเป็นกรดหรือด่างของเครื่องปลูก)

ใบของมันมีสีเขียวเข้ม และทนต่อโรคราน้ำค้าง (mildew resistant) อย่างไรก็ตามไฮเดรนเยียชอบแสงแดดที่ได้รับการ

พรางแสงเพียง 30% เท่านั้น ถ้าพลางแสงให้มากกว่านี้จะมีผลผลิตต่ำลง

พันธุ์ที่ทางศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนแปะทำการส่งเสริมปลูกทั้งหมดเป็นพันธุ์เก่าแก่ซึ่งนิยมเรียกกันว่า

พันธุ์พื้นเมือง ซึ่งจากการที่ได้เปรียบเทียบคุณภาพผลผลิต การเจริญเติบโต ความต้านทานโรค

และจำนวนการผลิต พบว่าพันธุ์พื้นเมืองเหมาะสมที่จะทำการปลูกเพื่อผลิตเป็นดอกไม้แห้งได้ดีมาก

ต้นทุนการผลิตน้อยกว่าพันธุ์อื่น ๆ ไฮเดรนเยียพันธุ์นี้พบทั่วไปตามวัดวาอารามและสวนสาธารณะ

ทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ยังพบมากที่หลายหมู่บ้านในเขตปิล๊อก อ. ทองผาภูมิ, สังขละบุรี

ชายแดนไทย-พม่าไฮเดรนเยียเป็นพืชที่ต้องการดินร่วนซุยมีอินทรียวัตถุสูงเพื่อเก็บน้ำและรักษาความร่วนโปร่งของดิน

ควรใช้ปุ๋ยหมักและใบไม้ผุใส่เพิ่มในหลุมปลูกไฮเดรนเยียต้องการดินที่เป็นกรดอ่อน pH 6.0-6.5 เพื่อให้ได้ดอกสีชมพู

แต่ถ้าปรับ pH ให้เป็นกรด pH 5.0.5.5 จะได้ดอกสีน้ำเงิน

การขยายพันธุ์

ไฮเดรนเยียขยายพันธุ์ได้โดยตัดชำกิ่งอ่อนในช่วงฤดูฝนหรืออาจใช้กิ่งกลางอ่อนกลางแก่ก็ได้ในช่วงฤดูร้อน

สำหรับในต่างประเทศไฮเดรนเยียมีการพักตัวในฤดูหนาวเขาใช้วิธีตัดกิ่งแก่จากต้นที่พักตังทิ้งใบหมด

นอกจากนี้เขายังขุดเอากอขึ้นมาตัดหน่อหรือกิ่งที่อยู่ใต้ดิน (suckers) ออกมาปักชำเป็นต้นใหม่ หรือทำการตอนกิ่ง

(layering)เพื่อให้ออกรากจากนั้นจึงขุดแยกไปปลูกต่อไปสำหรับการขยายพันธุ์ในประเทศไทย

โครงการหลวงได้ทำการขยายพันธุ์โดยวิธีการปักชำกิ่งช่วงที่เหมาะสมสำหรับการขยายพันธุ์คือช่วงฤดูฝนเพราะสภาพอากาศชื้น

และเป็นช่วงที่ต้นพันธุ์แตกหน่อกิ่งก้านมากทำให้มีกิ่งพันธุ์จำนวนมาก

การเพาะชำอาจปักชำในกระบะชำที่มีทรายหยาบและแกลบดำเป็นวัสดุปักชำและใช้ฮอร์โมนเร่งราก

ช่วยให้มีจำนวนและความยาวรากเพิ่มขึ้นจากนั้นจึงย้ายกิ่งลงถุงพลาสติกดำ

การปลูก

เมื่อทำการเพาะชำจนได้ต้นที่สมบูรณ์แล้วต้องคำนึงระยะเวลาเหมาะสมและเป็นพื้นที่รับน้ำได้ตลอดปี การวางแนวปลูกระยะการปลูก

ควรอยู่ 1x1 เมตีร การเตรียมหลุมปลูกขุดหลุมกว้าง 50x50 เซนติเมตร ลึก 50 เซนติเมตร

การเตรียมวัสดุปลูก

หลุมปลูกไฮเดรนเยียควรมีความกว้างยาวและลึกอย่างต่ำ 40 เซนติเมตร ควรมีปูนขาวโรยรองก้นหลุมประมาณ 100 กรัมต่อหลุม

หินฟอสเฟต (0-3-0) 100 กรัมต่อหลุม ปุ๋ยคอก (ควรผ่านการหมักแล้ว) 4 กิโลกรัมต่อหลุม เปลือกข้าว

1 กิโลกรัมต่อหลุม ผสมคลุกเคล้ากับหน้าดิน ขุดหลุมและรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กรัมต่อหลุม

การดูแลรักษา
ไฮเดรนเยียที่ปลูกเพื่อตัดดอกแปรรูปเป็นดอกไม้แห้ง ต้องอาศัยระยะเวลาในการดูแลรักษาพอสมควร หลังจากการปลูก

ไปแล้วประมาณ 5-6 เดือน จึงจะตัดดอกที่สามารถนำไปทำดอกไม้แห้งได้ ช่วงเวลาดังกล่าวควรมีการจัดการดูแลต้น

ที่ดีเลือกกิ่งสมบูรณ์ไว้ กิ่งชำเดิมควรตัดทิ้ง เมื่อมีกิ่งใหม่มาทดแทน หลังจากอายุไฮเดรนเยีย 1 ปีขึ้นไป

จะแตกกิ่งต้นจำนวนมาก ต้องทำการตัดแต่งกิ่งออกคงเหลือไว้ประมาณ 10-12 กิ่งต่อกอ ควรตัดแต่งกอ

อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ช่วงฤดูร้อนควรมีการพรางแสงด้วยตาข่ายพลาสติกดำหรือซาแลนโดยพรางแสง 50%

เพื่อลดอาการไหม้ที่ใบและดอก เนื่องจากความเข้มแสงในช่วงต้นฤดูหนาวและช่วงฤดูร้อนมีมาก

การให้ปุ๋ย

หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 1 เดือน ใส่ปุ๋ยเคมียูเรียสูตร 46-0-0 รอบโคนต้น 50 กรัมต่อต้น หรือปุ๋ยสูตร 15-0-0 อัตรา

15 กรัมต่อน้ำ 5 ลิตร รดต้น สัปดาห์ละครั้ง กำจัดวัชพืชก่อนใส่ปุ๋ย ช่วงแตกกอ, ใบใหม่ ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา

50 กรัมต่อต้น สลับกับปุ๋ยทางใบ สัปดาห์ละครั้ง ช่วงใบแก่และออกดอก ใช้ปุ๋ยสูตร 13-13-21 อัตรา 50 กรัมต่อต้น

สลับกับปุ๋ยทางใบสูตร 0-0-46 อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ20ลิตรพ่นสัปดาห์ละครั้งเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของช่อดอก

และกลีบดอก และไม่ควรให้ปุ๋ยทางใบเมื่อออกดอกแล้วเพราะอาจทำให้เกิดการไหม้ที่ดอก

การคัดเกรด, ราคา จะคัดตามความสมบูรณ์ของดอก, ขนาดของดอกโดยแบ่งตามเกรดได้ดังนี้

เกรด 1 เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก 30 เซนติเมตร

เกรด 2 เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก 20-30 เซนติเมตร

เกรด 3 เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก 15-20 เซนติเมตร

เกรด 4 เส้นผ่าศูนย์กลางของช่อดอก 10-15 เซนติเมตร

สรุปการปลูกไฮเดรนเยียเพื่อผลิตเป็นดอกไม้แห้ง

1. ต้องเลือกพื้นที่อากาศหนาวเย็น ความชื้นสูง ดินดีร่วนซุย หน้าดินลึก

2. การปลูกไฮเดรนเยียจะใช้ระยะเวลานานพอสมควรจึงจะให้ผลผลิต(ประมาณ6-12เดือน)

และใช้ต้นทุนบ้างตามสมควรในระยะแรกเริ่ม

3. ปริมาณผลผลิตไฮเดรนเยียขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา โดยเฉพาะในเรื่องของน้ำและปุ๋ย

4. ปัญหาเรื่องโรคและแมลงมีน้อยถ้ามีการจัดการที่ดี

5.ไฮเดรนเยียเป็นพืชอายุยาวนานหลายปีสามารถปลูกเป็นพืชแซมในแปลงไม้ผลของเกษตรกร

ทำให้เกษตรกรมีเวลาดูแลพืชอื่น ๆ ควบคู่กันไปและมีรายได้เสริมตลอดปี

6. ไฮเดรนเยียนอกจากจะเป็นพืชเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรแล้วยังช่วยทำให้สถานที่เกิดความสวยงามและร่มรื่น

แก่ผู้ที่ได้มาพบเห็น

7. ไฮเดรนเยียสามารถนำไปแปรรูปได้ ทางโครงการดอกไม้แห้งให้ราคาตามขนาดและคุณภาพ

ไม่จำกัดปริมาณ จึงเหาะที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก

การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าให้ดอกไฮเดรนเยีย

แม้การปลูกไฮเดรนเยียเป็นไม้ตัดดอกสดจะทำรายได้ตอบแทนแก่เกษตรกรได้ดี โดยทำราคาต่อดอกได้สูงและใช้เวลาการปลูก

ถึงตัดดอกในระยะเวลาอันสั้นกว่าก็จริงแต่การตลาดยังนับว่าแคบ และคุณภาพดอกมักเสียหายเร็ว ดังนั้นจึงพบว่ามีดอกที่เริ่มเหี่ยว

หมดสภาพการส่งตลาดจำนวนมาก ส่วนการจำหน่ายเป็นไม้กระถางนั้น ยิ่งพบปัญหาเรื่องของการจำหน่ายหนักขึ้นไปอีก

โครงการผลิตภัณฑ์ไม้ประดับแห้ง ทดลองแปรรูปดอกไฮเดรนเยีย ตั้งแต่ พ.ศ. 2534โดยในระยะแรกได้ทดลองปลูก

ที่ดอนอินทนนท์และดอยปุย จ. เชียงใหม่ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าดอกย่อยของไฮเดรนเยียมีเยื่อใยสูงแม้จะแห้งสนิทแล้ว

ก็สามารถแปรรูปโดยการฟอก ย้อม ผ่านความร้อนได้ โดยไม่ทำให้เสียรูปแต่ทั้งนี้จำต้องให้เวลากับช่อดอกไฮเดรนเยีย

ได้พัฒนาต่อโดยกลีบดอกจะเปลี่ยนสีจากชมพู ม่วงอ่อน หรือน้ำเงินเปลี่ยนไปเป็นสีเขียวอ่อนและเริ่มสีซีดจางลง ระยะนี้กลีบดอกจะ

มีความหนาสูงสุด ให้ทำการตัดช่อดอกออกจากแปลงรวบรวมบรรจุกล่องส่งโรงงาน แขวนผึ่งลมให้แห้งก่อนส่งโรงงานที่กรุงเทพฯ

เพื่อทำการแปรรูปต่อไป

การแปรรูปดอกไฮเดรนเยียในโครงการหลวงสมัยปัจจุบัน ทำโดยการฟอก ย้อมและรักษาความนุ่มนวลของกลีบดอกให้คง

สภาพคล้ายดอกสด นอจากนี้ยังทำการหมักด้วยกลิ่น มิโมซา (Mimosa)และกลิ่นของดอกกล้วยไม้บางชนิดเข้าไป

เพื่อเพิ่มมูลค่าของดอกไฮเดรนเยียให้เป็นที่ชื่นชอบแก่ผู้ซื้อ

ที่สำคัญคือเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่า (valueadded) แก่ดอกไฮเดรนเยียที่ปลูกในประเทศไทยอีกด้วย

วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2553

วันสันติภาพสากล (The International Day of Peace)





วันที่ 21 กันยายน ของทุกปีเป็นวันสันติภาพสากล วันนี้จัดขึ้นเพื่อประกาศการเริ่มต้นของวันสันติภาพสากล ระฆังสันติภาพ ณ สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ จะดังขึ้น ซึ่งระฆังดังกล่าวถูกหลอมขึ้นจากเหรียญที่เด็กทั่วโลกช่วยกันบริจาค ระฆังใบนี้ถือเป็นอนุสรณ์เตือนให้ระลึกถึงความสูญเสียจากสงคราม โดยมีการสลักประโยคหนึ่งประโยคไว้ข้างระฆังว่า Long live absolute world peace. ขอความยั่งยืนจงมีแด่สันติภาพอันแท้จริง

ปี 1981 คณะกรรมการสหประชาชาติประกาศมติที่รับรองโดยคอสตารีกา ให้วันอังคารที่สามของเดือนกันยายน (ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสามัญ) เป็นวันสันติภาพสากล เพื่อให้ความสำคัญกับสันติภาพ 20 ปีให้หลัง ที่ประชุมใหญ่มีมติใหม่ที่ได้รับการรับรองจากสหราชอาณาจักร และคอสตารีกา ให้กำหนดวันที่แน่นอนและประกาศเป็นวันยุติการสู้รบของโลก (a global ceasefire day) คือ วันที่ 21 กันยายนเป็น องค์การสหประชาชาติ ได้ประกาศให้วันนี้เป็น "วันสันติภาพสากล" (The International Day of Peace) เพื่อขอให้ประชาชนทุกประเทศหยุดยิง หยุดใช้ความรุนแรงกันทั่วโลก และหยุดการทำสงครามตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ยังได้เชิญประเทศสมาชิก หน่วยงานสหประชาชาติ ชุมชน และองค์กรอิสระ ให้เฉลิมฉลองและร่วมมือกันสร้างสันติภาพทั่วโลก

องค์การสหประชาชาตินกอจากได้กำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็น "วันสันติภาพโลก" (International Day of Peace) แล้ว ยังกำหนดให้ปี ค.ศ.2001-2010 เป็น "ทศวรรษสากลเพื่อวัฒนธรรมสันติภาพและความไม่รุนแรงเพื่อเด็กของโลก" (The International Decade 2001-2010 for a Culture of Peace and Non-violence for the Children of the World) โดยมุ่งเน้นที่

1. การให้ความเคารพต่อชีวิตทั้งมวล เคารพชีวิตและศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล โดยไม่แบ่งชนชั้นหรือลำเอียง
2. การไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน
3. การแบ่งปันกับผู้อื่นอย่างมีน้ำใจ เพื่อขจัดการแบ่งแยก ความไม่ยุติธรรม และการกดขี่ทางการเมืองและเศรษฐกิจ
4. การรับฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน เคารพเสรีภาพในการแสดงออก และยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม
5. การสงวนรักษาผืนโลก ฝึกดำเนินชีวิตอย่างรับผิดชอบและเคารพต่อทุกชีวิตในโลก เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติบนผืนโลก
6. การสร้างความสมานฉันท์ เคารพต่อหลักการประชาธิปไตย และให้โอกาสทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะสตรี

การส่งเสริมให้ผู้คนในสังคมทุกกลุ่มอายุ ได้ตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพภายใน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรมสันติภาพ โดยเริ่มต้นจากประสบการณ์ของความสงบเงียบภายในจิตใจของแต่ละบุคคล จะนำไปสู่การตระหนักรู้จักตนเองและแหล่งพลังชีวิต สามารถใช้ปัญญาเป็นเครื่องชี้นำทางในการขจัดทุกข์และสร้างสันติสุขให้แก่ตน เอง และแบ่งปันประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้อื่น

วิธีการหนึ่งในการกระตุ้นให้ผู้คนทั่วไปเห็นความสำคัญของการหยุดอยู่ในความ สงบ คือเน้นความสำคัญของการใช้เวลา "เพียงหนึ่งนาที" ด้วยบทเพลง "เพียงหนึ่งนาที" ซึ่งสร้างสรรค์โดยทีมของบริษัทแกรมมี่ฯ เพื่อเป็นสื่อหนึ่งของโครงการ "คุณธรรมหนุนนำสันติสุข" ของมูลนิธิบราห์มากุมารีราชาโยคะ มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก เป็น traffic control ควบคุมการจราจรของจิต และหันเหความคิดไปสู่ทิศทางที่เป็นบวก เป็นสื่อเตือนตนให้มีเวลาหยุดสงบนิ่ง เพียงชั่วขณะในแต่ละวัน ได้เรียนรู้ความสงบเงียบภายในของตน และเสริมพลังชีวิต เพื่อเป็นพื้นฐานต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ

ประเทศไทย ที่ อ.แม่สอด จังหวัดตาก มีกิจกรรมเดินขบวนเพื่อสันติภาพ (Peacemarch) เพื่อสวดมนต์ขอพรให้เกิดสันติภาพในพม่า ในไทย และโลก รวมทั้งเพื่อระลึกถึงเหตุการณ์การชุมนุมอย่างสันติของพระภิกษุเมื่อเดือน กันยายนปี 2007 ในพม่า การเดินขบวนครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลกเนื่องจากจะมีการจัดกิจกรรม ดังกล่าวในประเทศต่างๆ ในเวลาเดียวกัน

รูปแบบของการเดินขบวนใช้ลูกโป่งรูปนกพิราบสีขาวขนาดใหญ่เพื่อเป็นสัญลักษณ์ แทนสันติภาพ พระภิกษุจะใช้กระดิ่งเป็นตัวบอกสัญญาณควบคุมการเดินขบวน พร้อมกล่าวและชูป้ายที่เขียน(ทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทย) ว่า''May all beings not fight each other'' (ขอให้สรรพชีวิตทั้งหลายจงหยุดต่อสู้ซึ่งกันและกัน) และ''May all beings be happy and peaceful'' (ขอให้สรรพชีวิตทั้งหลายจงมีแต่สันติสุขและสันติภาพ)

นอกจากนี้ ยังจะใช้ป้ายที่เขียนว่า ''สันติภาพ''

  • ''Peace for the World and Burma'' (สันติภาพแด่โลกและพม่า)
  • ''Peace in Burma Means No Civil War'' (สันติภาพในพม่าคือการปราศจากซึ่งสงครามกลางเมือง)
  • 'No Nuclear Enrichment in Burma'' (ห้ามการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ในพม่า)

งานวันสันติภาพสากลในติมอร์-เลสเต

ในปี 2008 สำนักงานสหประชาชาติ (UNMIT) ในติมอร์ฯ ได้ตั้งคำขวัญสำหรับวันสันติภาพสากลในติมอร์-เลสเตว่า “คุณทำอะไรเพื่อสันติภาพหรือเปล่า” (What are you doing for peace?) ในปีนี้รัฐบาลติมอร์ฯร่วมกับสหประชาชาติได้จัดงานฉลองวันสันติภาพสากลที่ บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล การฉลองวันสันติภาพเริ่มขึ้นด้วยพิธีมิซซาเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมที่ วิหารอิเกรจา และต่อมาในเวลา 16.30-17.30 น.มีการชุมนุมเพื่อสะท้อนความต้องการสันติภาพที่ลานประชาธิปไตย จากลานประชาธิปไตยมีการ “เดินเพื่อสันติภาพ” ไปยังทำเนียบรัฐบาลโดยออกเดินทางตั้งแต่เวลา17.30 -18.00 น.และที่ทำเนียบรัฐบาลนี้ นายซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีได้กล่าวสุนทรพจน์แสดงความยินดีที่การเดินเพื่อสันติภาพในปีนี้ มีเยาวชนจากสำนักวิชาป้องกันตัวต่างๆได้มาเข้าร่วมด้วย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงและทัศนคติสร้างสรรค์ของสำนักวิชาป้องกัน ตัวต่างๆ และภายหลังจากสุนทรพจน์ดังกล่าวบิฉอบได้กล่าวให้พรและปล่อยนกพิราบ รวมทั้งมีการแจกดอกไม้แก่ผู้มาร่วมพิธี นายอาตุล คาห์เรผู้แทนพิเศษเลขาธิการสหประชาชาติได้กล่าวสุนทรพจน์เป็นรายต่อมาโดย เน้นย้ำว่าการที่จะมีสันติภาพได้นั้นจะต้องมีการเคารพสิทธิมนุษยชนด้วย เพราะไม่มีที่แห่งใดซึ่งไม่ให้การพิทักษ์ปกป้องสิทธิมนุษยชนจะสามารถมี สันติภาพเกิดขึ้นได้ และหลังจากนั้นเป็นการกล่าวปราศรัยของนายเฟอร์นันโด ลาซามา เด อะเราโจ ประธานรัฐสภาแห่งชาติ หลังจากสิ้นสุดงานพิธีได้มีการแสดงบันเทิงและดนตรีของคณะนายทหารและตำรวจและ ดนตรีของเยาวชนสองวงคือวงลิซาน ติมอร์ และวงโทนี่ เปเรร่าจนกระทั่ง 23.05 น. จึงเลิกงาน งานวันสันติภาพสากลเป็นงานที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญและจัดขึ้นใน ติมอร์-เลสเตเป็นประจำทุกปี เพื่อปลุกสำนึกในการรักสันติภาพและความยุติธรรมในบ้านเมือง

วันพุธที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ตะไคร้...ทำไมใครๆ ก็ว่ามีประโยชน์?


ตะไคร้ เป็นวัตถุดิบที่สำคัญมากในการปรุงอาหารในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่นประเทศไทย มาเลเซีย เวียดนาม เป็นต้น สมุนไพรที่ดีๆ แบบนี้ โตง่ายมากๆ ในแถบประเทศเขตร้อน

ตะไคร้ยังเป็นพืชที่มีสาร ประกอบที่มีกลิ่นหอมมาก มีกลิ่นหอมของมะนาวกับกลิ่นขิงนิดๆ ที่จะทำให้อาหารจานเด็ดน่ารับประทานขึ้นมา และกลิ่นหอมนี้จะตราตรึงในใจ แม้ว่าจะทานอาหารไปแล้วหลายชั่วโมงก็ตาม

ตะไคร้ยังมีสรรพคุณอีกมากมาย มันสามารถช่วยทำความสะอาดและขจัดสารพิษออกจากอวัยวะต่างๆ ในระบบย่อยอาหาร และทำให้กรดยูริค โคเลสเตอรอล ไขมันส่วนเกิน และสารพิษอื่นๆ ในร่างกายลดลงด้วย ขณะเดียวกันก็ช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและการไหลเวียนของเลือดอีกด้วย

คุณค่าทางอาหาร : มีวิตามินเอช่วยบำรุงสายตา นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม และฟอสฟอรัส ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ช่วยเพิ่มกลิ่นหอมให้กับอาหาร


คุณค่าทางยา : แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียด ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อได้ดี ช่วยลดพิษของสารแปลกปลอมในร่างกาย รวมทั้งช่วยลดความดันโลหิตสูง



วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

วันแม่แห่งชาติ

ทุกวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี

วันแม่แห่งชาติ หรือที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้น ๆ ว่า "วันแม่" ทุกคนรับทราบและซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ตรงกับวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถคือ วันที่ 12 สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพและถือว่าเป็นวันแม่ของชาติด้วย

แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความสำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่าวันแม่ของชาติ
ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
วันแม่แห่งชาติ เป็นวันที่ทางราชการกำหนดในวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี และถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย โดยกำหนดให้ถือว่า "ดอกมะลิ" สีขาวบริสุทธิ์เป็นสัญลักษณ์ของความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่เรา

กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ

  1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
  2. จัดกิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ
  3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่
  4. นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่

วันแม่ในประเทศต่าง ๆ

  • อาทิตย์ที่สองของเดือนกุมภาพันธ์ นอร์เวย์
  • 8 มีนาคม บัลแกเรีย, แอลเบเนีย
  • อาทิตย์ที่สี่ในฤดูถือบวชเล็นท์ (มาเทอริง ซันเ ดย์) สหราชอาณาจักร, ไอร์แลนด์
  • 21 มีนาคม (วันแรกของฤดูใบไม้ผลิ) จอร์แดน, ซีเรีย, เลบานอน, อียิปต์
  • อาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคม โปรตุเกส, ลิทัวเนีย, สเปน, แอฟริกาใต้, ฮังการี
  • 8 พฤษภาคม เกาหลีใต้ (วันผู้ปกครอง)
  • 10 พฤษภาคม กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้, บาห์เรน, ปากีสถาน, มาเลเซีย, เม็กซิโก, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, อินเดีย, โอมาน
  • อาทิตย์ที่สองของเดือนพฤษภาคม แคนาดา, สาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน), สาธารณรัฐประชาชนจีน, ญี่ปุ่น, เดนมาร์ก, ตุรกี, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์, บราซิล, เบลเยียม, เปรู, ฟินแลนด์, มอลตา, เยอรมนี, ลัตเวีย, สโลวาเกีย, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา, ออสเตรเลีย, ออสเตรีย, อิตาลี, เอสโตเนีย, ฮ่องกง
  • 26 พฤษภาคม โปแลนด์
  • 27 พฤษภาคม โบลิเวีย
    อาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม สาธารณรัฐโดมินิกัน, สวีเดน
    อาทิตย์แรกของเดือนมิถุนายนหรือ อาทิตย์ที่สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม ฝรั่งเศส
  • 12 สิงหาคม ไทย (วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ)
  • 15 สิงหาคม (วันอัสสัมชัญ) คอสตาริกา, แอนท์เวิร์ป (เบลเยียม)
    อาทิตย์ที่สองหรือสามของเดือนตุลาคม อาร์เจนตินา (Día de la Madre)
  • 28 พฤศจิกายน รัสเซีย
  • 8 ธันวาคม ปานามา
  • 22 ธันวาคม อินโดนีเซีย


Louise Bourgeois


Louise Joséphine Bourgeois (French pronunciation:
/luiz buʁʒwa/; 25 December 1911 – 31 May 2010),was a renowned French-American artist and sculptor, best known for her contributions to both modern and contemporary art, and for her spider structures, titled Maman, which resulted in her being nicknamed the Spiderwoman She is recognized today as the founder of confessional art.In the late 1940s, after moving to New York City with her American husband, Robert Goldwater, she turned to sculpture. Though her works are abstract, they are suggestive of the human figure and express themes of betrayal, anxiety, and loneliness. Her work was wholly autobiographical, inspired by her childhood trauma of discovering that her English governess was also her father’s mistress.

Early life

Bourgeois was born on 25 December 1911 in Paris, France She was the middle child of three born to parents Josephine Fauriaux and Louis Bourgeois.Her parents owned a gallery that dealt primarily in antique tapestries. A few years after her birth, her family moved out of Paris and set up a workshop for tapestry restoration below their apartment in Choisy-le-Roi, for which Bourgeois filled in the designs where they had become worn. By 1924 her father, a tyrannical philanderer, was indulging in an extended affair with her English teacher and nanny. According to Bourgeois, her mother, Josephine, “an intelligent, patient and enduring, if not calculating, person”, was aware of her husband's infidelity, but found it easier to turn a blind eye. Bourgeois, an alert little girl, hoarded her memories in her diaries. As a child, Bourgeois did not meet her fathers expectations due to her lack of ability. Eventually, he came to adore her for her talent and spirit, but she continued to hate him for his explosive temper, domination of the household, and for teasing her in front of others.In 1930, Bourgeois entered the Sorbonne to study mathematics and geometry, subjects that she valued for their stability.
I got peace of mind, only through the study of rules nobody could change.
Her mother died in 1932, while Bourgeois was studying mathematics. Her mother's death inspired her to abandon mathematics and to begin studying art. Her father thought modern artists were wastrels, and refused to support her. She continued to study art through joining classes where translators were needed for English-speaking students, in which those translators were not charged tuition. In one such class Fernand Léger saw her work and told her she was a sculptor, not a painter. Bourgeois graduated from the Sorbonne in 1935, and continued to study at various art schools, such as the École du Louvre and the École des Beaux-Arts. During the time in which she was enrolled at the École des Beaux-Arts, she turned to her father's infidelities for inspiration. She discovered her creative impulse in her childhood traumas and tensions. Bourgeois had a desire for first-hand experience, and frequently visited studios in Paris, learning techniques from the artists and assisting with exhibitions. Bourgeois briefly opened a print store beside her father's tapestry workshop. Her father helped her on the grounds that she had entered into a commerce driven profession. Bourgeois met her husband Robert Goldwater, an American art historian noted for his pioneering work in the field then referred to as primitive art, in 1938 at Bourgeois' print store. Goldwater had visited the store to purchase a selection of prints by Pablo Picasso, and "in between talks about surrealism and the latest trends, [they] got married." They migrated to New York City the same year, where Goldwater resumed his career as professor of the arts at New York University Institute of Fine Arts, while Bourgeois attended the Art Students League of New York, studying painting under Vaclav Vytlacil, and also producing sculptures and prints. Bourgeois had been unable to conceive by 1939, so she and Goldwater briefly returned to France to adopt a French child, Michel. However, in 1940, she gave birth to another son, Jean-Louis, and in 1941, she gave birth to Alain.n 1954, Bourgeois joined the American Abstract Artists Group, with several contemporaries, among them Barnett Newman and Ad Reinhardt. At this time she also befriended the artists Willem De Kooning, Mark Rothko, and Jackson Pollock.

In 1958, Bourgeois and her husband moved into a terraced house at West 22nd Street, in Chelsea, Manhattan, where she both worked and lived for the rest of her life.

Later life

In 1973, Bourgeois began teaching at the Pratt Institute, Cooper Union, and the New York Studio School of Drawing, Painting and Sculpture.

Bourgeois received her first retrospective in 1981, by the Museum of Modern Art in New York City. Until then, she had been a peripheral figure in art whose work was more admired than acclaimed. In an interview with Artforum, timed to coincide with the opening of her retrospective, she revealed that the imagery in her sculptures was wholly autobiographical. She confided to the world that she obsessively relived through her art the trauma of discovering, as a child, that her English governess was also her father’s mistress.

In 1993, when the Royal Academy of Arts staged its comprehensive survey of American art in the 20th century, the organisers did not consider Bourgeois' work of significant importance to include in the survey.

In 2010, in the last year of her life, Bourgeois used her art to speak up for LGBT equality. She created the piece I Do, depicting two flowers growing from one stem, to benefit the nonprofit organization Freedom to Marry.


Bourgeois had a history of activism on behalf of LGBT equality, having created artwork for the AIDS activist organization ACT UP in 1993


Death

Bourgeois died of heart failure on 31 May 2010, at the Beth Israel Medical Center in New York City. Wendy Williams, the managing director of the Louise Bourgeois Studio, announced her death.She had continued to create artwork until her death, her last pieces were finished the week before.

The New York Times said that her work "shared a set of repeated themes, centered on the human body and its need for nurture and protection in a frightening world."

Her husband, Robert Goldwater, died in 1973. She is survived by two sons, Alain Bourgeois and Jean-Louis Bourgeois. Her third son, Michel, died in 1990.





ผู้ติดตาม